ความเห็นล่าสุด
    หมวดหมู่
    Tags
    "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" หลักประกันความมั่นคงเพื่อพนักงาน 2ล้านล. 2ล้านล้าน 3 ไอเดียต่อยอดธุรกิจ 3G 4 กลยุทธ์ล้วงความลับคู่แข่ง 4 วิธีหาลู่ทางต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ 4 เทคนิคบริหารวันทำงาน 4 เทคนิคบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ 5 กลยุทธ์การตลาด ตั้งราคาสินค้าให้ดูราคาถูกลง 5 กลเม็ดทำแบรนด์สินค้าให้ติดตลาด 5 ขั้นตอน ทำให้แบรนด์ถูก “บอกต่อ” 5 ปัญหายอดฮิตในธุรกิจ และวิธีแก้ไขเบื้องต้น 5 วิธีการง่ายๆ ในการเริ่มต้นวางแผนธุรกิจ 5 วิธีคุมกระแสเงินสด 5 วิธีง่ายๆ ในการทำการตลาดแบบ LBS 5 วิธีทำให้ธุรกิจบดบังรัศมีคู่แข่ง 5 อันดับหนังไทย 5 แนวคิดพัฒนาพนักงานใหม่ 5 ‘ให้’ พิชิตใจลูกน้อง 5P 6 คำพูดของ Customer Service ที่ทำลูกค้าเมินหน้าหนี 6 วิธี สร้างกำลังใจให้ลูกน้องที่หมดไฟ 6 วิธี สร้างสุขให้พนักงาน 6 แนวทางช่วยเหลือพนักงานช่วงฟื้นฟูกิจการ 7 eleven 7 วิธี ช่วยจัดการ Cash Flow 7 สิ่งที่พนักงานมักเลือกเก็บไว้ในใจ 7 หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพนักงาน 7-11 7ล้าน 8 ข้อคิดเพิ่มประสิทธิภาพหัวหน้างาน 8 ทักษะสำคัญที่พนักงานควรมี 8 รูปแบบของพนักงานที่แต่ละองค์กรควรมี 8 วิธีบริหารให้ผ่านภาวะวิกฤติ 8P 9 เรื่องมาตรฐานที่ผู้บริหารมือใหม่พลาดเสมอ 10 ข้อดี 10 คำถามก่อนรับพนักงานใหม่ 10 บุคคลทรงอิทธิพลปี 2013 10 วิธีง่ายๆ กระตุ้นแรงจูงใจและกำลังใจพนักงานในภาวะเศรษฐกิจซบเซา 25 สต. 30จังหวัด 40 อย่าง 50 สต. Account Receivable Turnover acer achieve goals ad planner ads advertisement adwords AEC affiliate marketing affiliate partner airbnb AIS alliance amazon.com AmEx angel investor Angry Birds antivirus apple application ASEAN ATM Bank banking best practice bitcoin blog blue ocean blueprint Books booth boxbox.me Brand Association Brand Awareness Brand Equity branding brand leverage brand loyalty brand royalty bundling business mix business model business model canvas business plan cafe Campbell soup Career Path Car Sharing cashflow cash flow cash flow statement Celebrity Marketing CEM ceo change.org checklist chocolate Coaching Community complaint Corporate Pyramid coworking space crm csr CSR เปิดมาตรฐานใหม่ในการบริหารธุรกิจด้วยจิตบริสุทธิ์ currency Custmer customer Customer Acquisition customer experience management Customer Lifecycle Management customer lifetime value customer management customers Customer Service dale carnegie debt demographics denise morrison Design Development digital content digital tv Direct Mail disqualified drybar e-commerce eBay economics email emotional marketing establishment estee lauder exhibition exit interview facebook Facebook Fan Page Facebook Fan Page ต่อธุรกิจ fads fair trade fan page Fighting Brand เปิดเกมรุกเพื่อชิงส่วนแบ่ง flea market fluctuation follower Food truck franchise FTA Game of thrones gatorade gen-y generation Glossary google Google Analytics goonline gordon ramsay grocery store Grow your biz gth Guanxi h1n1 Haagen-Dazs hardware shop heinz hero hershey's holstee Horrible Boss How-to Howard Schultz human resources I-Banking idea IKEA indy Insights InsightsX inspiration Instagram Instagram. เลียนแบบ intensive growth interest internal internet Internet Banking Interviews inventory turnover iphone IPO IT startup IT Startups Handbook Jeff Bezos kaizen key note keyword tool kiintim kinfolk knowledge kpi K pop Lady Gaga la rinascente Law & Accounting like Line logo loyalty Loyalty Program Loyalty Program Series [BOXBOX.me] lpn management marketing Marketing Boost up! marketing research market segmentation martha stewart media megatrends Micheal Kanjanaprakorn Micheal KanjanaprakornX mimosa mistakes mobile marketing money expo money expo 2014 money expo 2014 pattaya money expo pattaya 2014 Money Talk moral mr.salad MUJI multitasking myangel net profit margin network networking niche nostalgic nsights Office&Operation Office & Operation Office Supplies omidyar online online marketing online shopping onward operation OTP Outdated Outsource partner part time pawoot pea Perceived Quality personalization PEST pinterest pitching platform pr presentation pret a manger privacy privacy setting productivity Promotion prototype public relations QR code quick ratio R&D rashmi sinha Read&Learn Read & Learn rebecca van dyck Recruitment red bull refinance Relationship Research restructure resume retail store reverse engineering RFID robert kiyosaki roi Rovio sales Sales Lead Sarah Robb O'Hagan Search seasonal marketing Silicon Valley skillshare Slideshare slogan small SME smes social social media social network social responsibility Social Shop Startups Handbook Starbucks Startup Startups Handbook StartupX strategy sufficiency economy SUGAR HEAD supplier swotฒกลยุทธ์การตลาด tarad.com Tech! thai the okura prestige the voice time management Tips TipsX tmb trader Trends tripadvisor truegif twinings twitter unfollow user experience VAT venture capital vera wang viral marketing walmart web service website whole food market wifi win-win windows7 youtube Zipcar กฎ กฎหมาย กบง. กยศ. กรกฤช จุฬางกูร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมธนารักษ์ กรอบชีวิต กระทรวงการคลัง กระทิงแดง กระเป๋า กระแส กระแสรายวัน กระแสเงินสด กระแสเงินสด เรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้ กลยุทธ์ กลยุทธ์. การตลาด กลยุทธ์การตลาดยุคใหม่ กลยุทธ์กู้วิฤตเมื่อเงินสดไม่พอ กลยุทธ์สร้างสุขแบบสร้างสรรค์ กลุ่มชิน กลุ่มเป้าหมาย กลโกง กล้วยปิ้ง กวดวิชา กวานซี่ กสอ. กองทุน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองสลาก กอล์ฟ กักตุน กับดัก กางเกงใน การกุศล การกู้ยืม การขาย การค้า การค้าแบบยุติธรรม การจัดการ การตลาด การตลาดบนพรมแดงและแสงแฟลช การตลาดออนไลน์ การตลาดแบบกองโจร การตลาดแบบครอบครัว การตลาดแบบบอกต่อ การตั้งชื่อ การตั้งราคา การต่อรอง การทำการตลาดแบบ LBS การทำงาน การท่องเที่ยว การนอน การบริการ การบริหาร การบริหารคน การบริหารคนไม่ใช่เรื่องง่าย การบริหารงานบุคคล การบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริโภค การบินไทย การบุคคล การประชุม การพัฒนาคุณภาพ การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ การพูด การรักษาคนไม่ให้ออกจากงาน การลงทุน การสรรหาบุคลากร การสอน การสื่อสาร การออกแบบ การเงิน การเงินX การเติบโต การเปลี่ยนแปลง การเมือง การเมืองไทย การแก้ปัญหา เมื่อมีพนักงานรู้สึกเหมือนกำลังถ่วงทีม การแก้ไข การแก้ไขX การแข่งขัน การแสดง การไฟฟ้า กาแฟ กำลังใจ กำแพงเพชร กำไร กิจกรรม กิจการ กิตติรัตน์ กิตติรัตน์ ณ ระนอง กุ้ง กู้ กู้ 2 ล้านล้าน กู้เงิน ก่อสร้าง ก้านคอ คลับ ก๋วยเตี๋ยวเรือต่อชาม ขนมจีบ ขนมไทยประยุกต์ ขยะ ขยายกิจการ ขยายธุรกิจ ของขวัญ ขอทุน ขอบคุณ ขาดทุน ขาย ขายของ ขายของตลาดนัด ขายของออนไลน์ ขายงาน ขายตรง ขายธุรกิจ ขายบ้าน ขายอาหาร ขึ้นพรวด 250 ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ขึ้นราคา ขุนค้อน ขุมทรัพย์ ข่าว ข่าวต่างประเทศ ข่าวธุรกิจ ข่าวลือ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษบกิจ ข้อควรระวัง ข้อความ ข้อคิด ข้อดีของการทำ Viral Marketing ข้อผิดพลาด ข้อมูล ข้อเสีย ข้าว คนดัง คนรวย คมนาคม ครอบครัว คลัง คลินิก คลีนิก ความกลัว ความก้าวหน้า ความคิด ความคิดเห็น ความงาม ความต้องการ ความต้องการลูกค้า ความนิยม ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย ความผิดพลาด ความฝัน ความพร้อม ความรู้ ความรู้ที่ผู้บริหารระดับกลางพึงมีที่สำคัญ ความลับ ความล้มเหลว ความสัมพันธ์ ความสามารถ ความสำเร็จ ความสุข ความหมาย ความเครียด ความเสียหาย ความเสี่ยง คอนโด คอนโดมิเนียม คัดเลือก คำถาม คำนวณ คำนวณอัตราหมุนของสินค้า คำนวน คิดค้น คิดต่าง คุก คุณค่า คุณธรรม คุณภาพ คุณสมบัติ คูปอง คู่ค้า คู่ค้าทางธุรกิจ คู่มือนักธุรกิจเริ่มต้น คู่มือเปิดบริษัท คู่แข่ง ค่าครองชีพ ค่าจ้าง ค่าตอบแทนการลงทุน ค่าตอบแทนต่อยอดขาย ค่าธรรมเนียม ค่าเงิน ค่าเสื่อมราคา ค่าแรงขั้นต่ำ ค่าใช้จ่าย ค้าทอง ค้าปลีก ค้ารายย่อย ค้ำประกัน งบกระแสเงินสด งบกลาง งบลงทุน งาน งานด่วน งานบุคคล งานปาร์ตี้ งานฝีมือ งานล้น งานอดิเรก งานแสดงสินค้า งู จดทะเบียน จดหมาย จตุพร จราจล จังหวัด จัดการ จัดตั้งบริษัท จัดลำดับความสำคัญ จัดหาออฟฟิศและอุปกรณ์สำนักงานยามฉุกเฉิน จับขาย จับอึ่งอ่างขาย จำนำข้าว จิตวิทยา จิ๊บ ปกฉัตร จีดีพี จีน จีนยูนนาน จุดคุ้มทุน จุดแข็ง จุ๋ย วรัทยา จูงใจ จ้างงาน ฉาว ชดเชยดีเซล ชัตดาวน์ ชา ชาชัก ชาชักป๋านม ชาวจีน ชาวนา ชาวลาว ชำระ ชำระหนี้ ชำระเงิน ชื่อบริษัท ชุมชน ชุมนุม ช็อปปิ้ง ช็อปฯ ช่วยเหลือ ช่องทาง ช่างภาพ ซาปั๊ว ซาลาเปา ซีอีโอ ซือบ้าน ซื่อสัตย์ ซื้อขายทอง ซื้อคอนโด ซื้อซ้ำ ซื้อบ้าน ซื้อแฟรนไชส์ ซูชิ ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นขึ้นภาษี ฐานการผลิต ฐานภาษี ฐานลูกค้า ดอกเบี้ย ดอกเบี้ย0% ดอกเบี้ยสูง ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอทคอม ดาราเกาหลี ดิเอราวัณ ดีล ดีเซล ดึงดูด ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านมนุษยสัมพันธ์ ตกงาน ตกงานทําอะไรดี ตกแต่ง ตรวจรับสินค้า ตรวจสอบสินค้า ตราสารหนี้ ตราสินค้า ตลาด ตลาดต่างประเทศ ตลาดนัด ตลาดนัดขายของ ตลาดน้ำหัวหิน ตลาดหลักทรัพยฯ ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหุ้น ตลาดโรงเกลือ ตะกั่ว ตัดสินใจ ตัดไฟ ตัน ภาสกรนที ตัวย่อ ตัวอย่าง ตัวเอง ตั้งชื่อ ตั้งธุรกิจ ตั้งราคา ตาก ตารางเวลา ตำหนิ ตำเพลิน ติดโผ ตุนยอด ตู่ ตู้ATM ตู้คอนเทนเนอร์ ตู้เย็น ต็อบ อิทธิพัทธ์ ต่อคิวทำพาสปอร์ต ต่อยอด ต่อยอดธุรกิจ ต่างประเทศ ต้นทุน ต้นรัก ต้นแบบผลิตภัณฑ์ ต้มยำกุ้ง ต้อนรับ ถนน ถนนข้าวสาร ถอนเงิน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะขยายกิจการ ถูกปรับ ถ่วง ถ่ายรูป ถ่ายรูปลงเว็บอย่างไร ให้ขายได้ ทดลอง ทดแทน ททท. ทรัพย์สิน ทรัพย์สินทางปัญญา ทรูจีไอเอฟ ทวงหนี้ ทศกาล ทอง ทองคำ ทอท. ทักษะ ทายาท ทำความรู้จัก “งบกระแสเงินสด” ทำงานที่บ้าน ทำธุรกิจ ทำธุรกิจส่วนตัว ทำธุรกิจอะไรดี ทำธุรกิจให้รวย ทำหุ้นดิ่งต่ำสุด ทำเล ทำเลขายของ ทำเลค้าขาย ทำเลทอง ทีซีมัยซิน ทีม ทีมงาน ที่ทำงาน ทุจริต ทุน ทุนหมุนเวียน ท่องเที่ยว ธ.ก.ส. ธกส. ธนาคาร ธนาคารกรุงศรี ธนาคารออมสิน ธรรมาภิบาล ธอส. ธุรกิจ ธุรกิจ sme ธุรกิจ sme ธุรกิจส่วนตัว ธุรกิจกลางคืน ธุรกิจดารา ธุรกิจรูปแบบใหม่ ธุรกิจสปา ธุรกิจสีเขียว ธุรกิจส่วนตัว ธุรกิจส่วนตัวว ธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจเช่ารถ ธุรกิจเริ่มต้น ธุรกิจเสริม ธุรกิจแปลก ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจใหม่ นกแอร์ นวด นวดผ่อนคลาย นวพัฒน์ สุวศิน นวัตกรรม นอกจากเงิน มีสิ่งใดทำให้พนักงานมีความสุขได้อีก นองเลือด นักขาย นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ นักธุรกิจหญิง นักธุรกิจเริ่มต้น นักธูรกิจ นักธูรกิจหญิง นักลงทุน นักศึกษา นักอ่าน นักโทษ นันยาง นับถือ นางสาวไทย นามบัตร นายจ้าง นายทุน นายหน้าออนไลน์ นำเข้า นิตยสารไทม์ส นิติบุคคล นิทรรศการ นิพิฏฐ์ นโยบาย น่าสนใจ น้าเน็ก น้ำท่วม น้ำมัน น้ำสลัด 7 สี บก.ลายจุด บรรจุภัณฑ์ บรรยากาศ บรรยาย บรรลุ บริการ บริการลูกค้า บริจาก บริจาค บริษัท บริษัทจำกัด บริษัทใหญ่ บริหาร บริหารความเสี่ยง บริหารจัดการ บริหารจัดการภาษี บริหารองค์กรให้สดชื่นสักนิดด้วยการเล่น บริหารเวลา บลูมเบิร์ก บลูโอเชี่ยน บอกต่อ บอลลูน บอลลูนอาร์ท บะหมี่ บัญชี บัญชีทรัพย์สิน บัตรสมาชิก บัตรเครดิต บางจาก บาร์ซ่า ที่พัก บาร์บีคิวพลาซ่า บาร์เซโลน่า ที่พัก บิทคอยน์ บุคคล บุคคลธรรมดา บุคลากร บ้าน บ้านมือสอง บ้านสบาย บ้านหลังแรก ปกครอง ปฏิรูป ปฏิเสธ ปตท. ประกัน ประกันภัย ประชาคม ประชาคมอาเซียน ประชาชน ประชาสัมพันธ์ ประตูน้ำ ประทับใจ ประท้วง ประธานสมาคม ประนอม ประมูล ประมูลรถไฟทางคู่ ประสบการณ์ ประสบการณ์ผู้ใช้ ประสบการณ์ลูกค้า ประสบความสำเร็จ ประสบภัย ประหยัด ประเทศจีน ประเภท ประเมิน ประเมินผล ประโยชน์ ปรับปรุงการประสานงานในองค์กรไม่ให้กระทบเวลาส่วนตัว ปรับสมดุลออฟฟิศด้วยเทรนด์เจ๋งๆ แบบ Smart Office ปรับโครงสร้าง ปรับโครงสร้างหนี้ ปลูกกาบหอยแครง ปลูกพืช ปล่อยกู้ ปัจจัย ปัจจัยการผลิต ปัญหา ปากต่อปาก ปิดบริษัทหนี ปิดเทมอ ปิ้งย่าง ปี 2557 ปีใหม่ ป่าล้อมเมือง ป้องกัน ป้ายผ้า ผลตอบแทนสูง ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ผอ.ออมสิน ผัดไท ผันผวน ผู้จัดการ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้นำ ผู้บริหาร ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ประกันตน ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้หญิง ผ่านการบริการ ฝากประจำ ฝึกงาน พนักงาน พนักงานX ลูกค้าX Startup พนักงานใหม่ พริตตี้สปา พฤติกรรม พอเพียง พักร้อน พัฒนา พัฒนาสินค้า พัทยา พันธมิตร พันธมิตรทางธุรกิจ พาณิชย์ พาราเซตามอล พาร์ทไทม์ พี่มาก พึงพอใจ พึ่งพาอาศัย พ่อรวยสอนลูก ฟรายส์ คิง ฟองสบู่ ฟอร์นิเจอร์ ฟอร์บ ฟาสต์ฟูด ฟิตเนส ฟื้นฟูธุรกิจไปกับกลยุทธ์ Rebranding ฟ้องร้อง ภงด 90 ภงด 91 ภักดี ภักดีในตรายี่ห้อ ภัตตาคาร ภาคอุตสาหกรรมยุโรป ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาพ ภาพยนตร์ ภายใน ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ภาษี ภาษีป้าย ภาษีมูลค่าเพิ่มvat ม.รังสิต ม.เอกชน มหาวิทยาลัย มหาเศรษฐี มองคู่แข่งให้เป็นประโยชน์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง มะกัน มันนี่เอ็กซ์โป มันนี่ เอ็กซ์โป พัทยา มันนี่เอ็กซ์โป พัทยา มันนี่เอ็กซ์โป พัทยา 2014 มาเลเซีย มิโมซ่า มือถือ มือนักธุรกิจเริ่มต้น มูลค่า ม็อบ ยกเลิกวีซ่า ยอดขาย ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานยนต์ ยารกปลา ยิ่งลักษณ์ ยี่ปั๊ว ยื่นภาษี ยื่นแบบ ยื่นแบบภาษี ยื่นแบบภาษี 2557 ยุบสภา ย้อนยุค รถคันแรก รถตู้ รถยนต์ รถเสีย รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รวย รองเท้า ระดมทุน ระบบแฟรนไชส์ รังสิต รัฐ รัฐบาล รับพนักงานใหม่ รับมือ รับมือX ราคา ราคาข้าว ราคาทอง ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ราคาน้ำมัน ราคาวัสดุเพิ่ม ราคาสินค้า ราคาหุ้น ราชประสงค์ ราชาเฉาก๊วย รายงานทางบัญชี รายจ่าย รายรับ รายรับ-รายจ่าย รายละเอียด รายได้ รายได้หลักหมื่น รายได้เสริม รีไฟแนนซ์ รูปพรรณ รูปแบบ ร่วมทุน ร้องเรียน ร้อยล้าน ร้านกาแฟ ร้านค้าออนไลน์ ร้านลาบ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านเค้ก ลงทุน ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน ลดพนักงาน ลดภาษีเงินได้ ลดราคา ลดรายจ่าย ลดหย่อน ลดแลกแจกแถม ละเมิดลิขสิทธิ์ ลักษณะ ลานเบียร์ ลาว ลาออก ลิขสิทธิ์ ลูกค้า ลูกค้าสัมพันธ์ ลูกค้้า ลูกจ้าง ลูกน้อง ลูกหนี้ ลูกโปร่ง ลููกค้า ล้างรถ ล้างรถ delivery วัฒนธรรมองค์กร วัดผล วันวาน วัยรุ่น วัยเกษียณ วางบิล วางแผน วิกฤต วิกฤติ วิกฤติการเงิน วิจัย วิจัยตลาด วิดีโอ วิธีจัดการเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีปรับตัวให้มีกลยุทธ์ในการบริหาร วิสัยทัศน์ วิสูตร พูลวรลักษณ์ วิเคราะห์ วีซ่า วุฒิศักดิ์ ว่างงาน ศัลยกรรม ศาล รธน.ฟัน พ.ร.บ.กู้ สกุลเงิน สงกรานต์ สช. สตง. สตาร์บัคส์ สตาร์บัง สต็อกข้าว สถานที่ สถานประกอบการ สนามบิน สปส. สปา สภาพคล่อง สภาพแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมศักดิ์ สมัคร สมัครงาน สมาน-ฉัน สรรพสามิต สรรพากร สร้าง สร้างรายได้ สร้างสรรค์ สร้างสุดยอดประสบการณ์ สร้างแบรนด์ สร้างโลโก้กิจการอย่างไรให้น่าจดจำ สวนน้ำ สวัสดิการ สวัสดิการพนักงานที่ควรมี สหกรณปรานบุรี สหกรณ์ สหกรณ์สามร้อยยอด สหภาพแรงงาน สหรัฐ สอบ สอบถาม สะดวก สะสมแต้ม สังคม สัญญาณ สัญญาเช่า สันทนาการพนักงานด้วยเกม กำจัดกฏเก่าๆ สัปดาห์หนังสือ สัมภาษณ์ สัมภาษณ์งาน สัมมนา สั่งงาน สาปแช่ง สายการบิน สายการบินลุฟท์ฮันซ่า สาวเกาหลี สาหร่าย สำคัญจริงหรือ สำนักงาน สำรวจ สำรวจตลาด สำเพ็ง สิงคโปร์ สิทธิ สิทธิบัตร สินค้า สินค้าคงเหลือ สินค้าลดราคา สินค้าแฮนด์เมด สินค้าใหม่ สินทรัพย์ถาวร สินบน สินเชื่อ สินเชื่ื่อ สิมตำ สิ่งประดิษฐ์ สิ่งแวดล้อม สี สีทาอาคาร สีลม สื่อ สื่อสาร สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง สโลแกน ส่งเสริมการขาย ส่วนลด ส่วนแบ่ง ส่วนแบ่งตลาด หนทางเอาชนะความกลัว หนองคาย หนอนนก หนังไทย หนังไทยที่ทำเงินน้อยที่สุด หนีภาษี หนี้ หนี้ท่วม หนี้สาธารณะ หนี้สิน หน้าที่ หมดตัว หมอ หมากรุก หมุนเงิน หมุนเวียน หมูกระทะ หมูทอด หมูปิ้ง หมูย่าง หมูย่างนมสด หลัก หลักการบริหาร หลักฐาน หลักบริการง่ายๆ ได้ใจลูกค้า หลักสูตร หลากหลาย หลีกเลี่ยง หลุมพราง หวย หอการค้า หัวหน้า หาดนู๊ด หาทุน หาลูกค้าใหม่ หีบห่อและบรรจุภัณฑ์ หุ้น หุ้นตก หุ้นสายการบิน หุ้นส่วน อ.ธันยวัชร์ องค์กร อบรม อยากทำธุรกิจ อยากรวย อสังหาริมทรัพย์ ออกบูธ ออกรางวัล ออกแบบ ออนไลน์ ออฟฟิศ ออฟฟิศกว้างขึ้น ด้วย 5 ไอเดียเฟอร์นิเจอร์เซฟพื้นที่ ออมสิน อังกฤษ อัตรา อัตราการหมุนของลูกหนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อาชีพ อาชีพเสริม อารยะขัดขืน อาหาร อาหารว่าง อาหารสัตว์ อาเซียน อิชิตัน อินเทอร์เน็ต อินโดนีเซีย อิออน อิเกีย อีกด้านหนึ่งของหัวหน้าสุดโหด อีซูซุ อีเมล อึ่งอ่าง อุตสาหกรรม อุปกรณ์ อู้งาน ฮัลโลวีน เกม เกมกระแสเงินสด เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกศรา มัญชุศรี เกษตรกรรม เกาหลี เกาหลีใต้ เกิดปัญหา เก็บเงิน เครดิต เครดิตบูโร เครือข่าย เครื่องมือ เครื่องหมาย เคล็ดลับ เงิน เงินกู้ เงินดิจิตอล เงินทุน เงินทุนหมุนเร็ว เงินปันผล เงินฝาก เงินเดือน เจรจา เจรจาธุรกิจ เจาะตลาด เจ้าของ เจ้าของธุรกิจ เจ้าจุก เจ้านาย เจ้าแห่งการก๊อปปี้ เจ๊จง เฉลียว อยู่วิทยา เฉาก๊วย เชียงราย เช็ค เช่า เช่าพื้นที่ เซนทรัล เซเว่น เซ็นทรัล เซ้ง เดล คาร์เนกี้ เดินบัญชี เด็กสาว เตรียมพร้อม เติบโต เตือนภัย เต้าฮวย เต้าฮวยฟรุตสลัด เถ้าแก่น้อย เทคนิค เทคนิคต่อราคา เทคนิคสร้างความประทับใจ เทคโนโลยี เทศกาล เที่ยวบิน เที่ยวไทย เบนซิน เบอร์เกอร์ เบี้ยวหนี้ เปิดตัว เปิดศึก เปิดเช่ารถตู้ เป็นที่รู้จัก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป้าหมาย เป๊ปซี่ เพดานเงินเดือน เพิ่มทุน เพิ่มมูลค่า เพิ่มยอดขาย เพื่อตายาย เพื่อน เพื่อสังคม เฟรนช์ฟรายส์ เฟอร์นิเจอร์ เมกาบางนา เมการังสิต เมืองท่องเที่ยว เมืองไทย เยอรมัน เยียวยา เริ่ม เริ่มกิจการ เริ่มต้น เริ่มต้นธุรกิจ เริ่มต้นธุรกิจX เริ่มทำธุรกิจ เริ่มทำธุรกิจใหม่เพิ่มเติม เริ่มธุรกิจ เริ่มธุรกิจX เริ่ิ่มธุรกิจ เรียกคืนรถยนต์ เรียกร้อง เรียนรู้ เรียนรู้การบริหารจากการทำงานของประติมากร เร่งรัดหนี้่ เลี่ยงภาษี เลือกตั้ง เล่นหุ้น เล่าเรื่อง เวเนซุเอลา เว็บไซต์ เศรฐษกิจ เศรษฐกิจ เศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจชะลอตัว เศรษฐี เสก โลโซ เสนองาน เสิ่นเจิ้น เสียภาษี เสื้อผ้า เหตุผล เหรียญ เอกชน เอสเอ็มอี เอาท์ซอร์ส แกะรอย แก้ปัญหา แก้ไข แก้ไขทันที แก๊สโซฮอล์ แคชแบ็ค แคมเปญ แคลอรี่ต่ำ แจ้งวัฒนะ แฉ แชร์ข้อมูล แท็บเล็ต แนวคิด แนวคิดธุรกิจ แนวคิดพัฒนาพนักงานใหม่ แนวคิดและความหมายของการบริหารและการบริหารจัดการ แบงก์ แบบประเมิน แบบสอบถาม แบรนดิ้ง แบรนด์ แบรนด์ระดับโลก แบรนด์เนม แบล็กลิสต์ แผนการช่วยเหลือ แผนการตลาด แผนธุรกิจ แฟรนไชส์ แฟรนไชส์บะหมี่ แมคโดนัลด์ไทย แมว แรงงาน แรงจูงใจ แรงบันดาลใจ แวต แสดงสินค้า แหล่งค้าขาย แอร์เอเชีย แอลพีเอ็น โกดัก โคขุนโพนยางคำ โครงการ โครงการธุรกิจไทย GO ONLINE โครงการบ้านหลังแรก โครงสร้าง โครงสร้างบริษัท โครงสร้างภาษีใหม่ โฆษณา โฆษณาX Marketing Boost up! โจร โจอี้ บอย โชห่วย โดดเด่น โตโยต้า โทรศัพท์ โนเกีย โปรโมชั่น โพล โมเดลธุรกิจ โรคems โรคร้าย โรงเกลือ โรงเรียนกวดวิชา โรงแรม โรงแรม 5 ดาว โอกุระ เพรสทีจ โรงแรม ไทยเบฟ โลกออนไลน์ โลโก้ โสภณพนิช โอกาส โอกาสX โอท็อป โอเน็ต โอ็ค พานทองแท้ ใจบุญ ใจสั่งมา ใบปลิว ใบส่งสินค้า ใบแจ้งหนี้ ใหม่ ให้เช่ารถตู้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ไทมส์ ไทยพาณิชย์ ไทรแองเกิ้ล ไฟฟ้า ไมเนอร์ ไมโครซอฟท์ ไม่กล้าเริ่มทำธุรกิจOffice & Operation ไม่ต้องการ ไม่มีหมวดหมู่ ไวรัส ไอศกรีม ไอเดีย ไอเดียX ไอเดียทำธุรกิจ ไอเดียธุรกิจ ไฮโซ ​ bundling ​ กลยุทธ์ ​ เศรษฐกิจ

    Host by upload.admin.in.th
    CCTV , กลัองวงจรปิด , รับติดตั้ง กล้องวงจรปิด , รับติดตั้ง CCTV , วางระบบ CCTV , รับทำ CCTV , รับทำ กล้องวงจรปิด , วางระบบกล้อง วงจรปิด , ตู้สาขาโทรศัพท์ , ตู้สาขา , ตู้ PABX , ตู้ PBX , ราคาตู้สาขา , ราคาตู้สาขาโทรศัพท์ , จำหน่ายตู้สาขา , จำหน่ายตู้สาขาโทรศัพท์ , ตู้ PANASONIC , จำหน่ายตู้สาขา PANASONIC , ขายตู้สาขา PANASONIC

    Posts Tagged ‘Office & Operation’

    5 วิธีป้องกันความลับบริษัทรั่วไหล

    ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ อย่าชะล่าใจไป กันเอาไว้ดีกว่าแก้

    สงครามทางเศรษฐกิจที่ดุเดือด ทุกบริษัทต่างกรีฑาทัพเข้าห้ำหั่นกันอย่างสุดชีวิตเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบสู่การเป็นผู้นำในโลกธุรกิจ ซึ่งการต่อสู้ในวัฎจักรของธุรกิจมีตั้งแต่การวางแผนต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผนธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด ข้อมูลการเงิน ข้อมูลลูกค้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่กล่าวมาถือว่าเป็นความลับที่ต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ ไม่ให้รั่วไหลออกไปสู่ภายนอกเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกไปอยู่ในมือของคู่แข่ง

    จัดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย

    การจัดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยมีความสำคัญมากสำหรับบริษัท เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนอกจากจะดูแลชีวิตพนักงานหรือผู้บริหารและทรัพย์สินบริษัทแล้ว ยังสมควรต้องดูแลเรื่องการรักษาข้อมูลความลับให้ทางบริษัทด้วย เพราะทุกวันพนักงานทุกคนจะมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตนเองตามที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้น เมื่อถึงเวลาเลิกงานทุกคนต่างกลับบ้านไม่มีใครสนใจใครซึ่งในส่วนนี้ถือเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของระบบ

    เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยควรดูแลส่วนนี้เป็นพิเศษด้วยการตรวจสอบว่าพนักงานได้นำเอกสารข้อมูลซึ่งเป็นความลับออกไปด้วยหรือไม่ และต้องสังเกตว่ามีบุคคลภายนอกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทเข้ามาวุ่นวายในสำนักงานหรือไม่ หากมีบุคคลภายนอกเข้ามาติดต่อ ควรให้ติดบัตรแสดงตัวให้เรียบร้อย การติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วสำนักงานสามารถส่วนช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยได้อย่างมากเช่นกัน

    จัดระเบียบการเข้าถึงข้อมูลความลับของพนักงาน

    ควรมีการกำหนดว่าพนักงานแต่ละระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลในระดับใดบ้าง

    การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทควรมีการจัดระดับความสำคัญของพนักงานด้วย ว่าพนักงานระดับใดสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากเท่าใด เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลไปสู่มือคู่แข่ง การกำหนดระดับการเข้าถึงข้อมูลจะช่วยให้ความลับของบริษัทมีความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อข้อมูลดังกล่าวอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่พนักงานระดับสูงไล่เรียงลดหลั่นลงมาตามระดับความลับและตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้การจัดระดับการเข้าถึงข้อมูลจะช่วยให้สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ในกรณีที่ความลับดังกล่าวหลุดออกไปสู่ภายนอก

    ตั้งรหัสการเข้าถึงข้อมูล

    วิธีการตั้งรหัสจะใช้เมื่อข้อมูลความลับดังกล่าวอยู่ในระบบสารสนเทศหรือระบบคอมพิวเตอร์นั่งเอง เมื่อเทียบกับวิธีอื่นแล้ว การตั้งรหัสการเข้าถึงข้อมูลสามารถทำได้ง่ายที่สุด โดยอาจตั้งรหัสด้วยตนเองหรือให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีเป็นผู้ตั้งให้ก็ได้ จากนั้นจึงนำรหัสที่ได้ไปให้เฉพาะพนักงานหรือผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลลับดังกล่าว ที่สำคัญควรสร้างระบบซึ่งสามารถป้องกันการถูกเจาะข้อมูลจากภายนอกได้ด้วย

    ทำลายข้อมูลเอกสารทิ้ง

    หากข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับมากจนไม่สามารถเปิดเผยให้ภายนอกทราบเป็นอันขาด วิธีการดีที่สุดก็คงเป็นการทำลายข้อมูลเอกสารที่เป็นความลับทิ้งไป หากข้อมูลลับอยู่ในรูปของกระดาษควรใช้เครื่องทำลายเอกสารที่มีความละเอียดสูงหรือรวบรวมแล้วนำไปเผาทำลายทิ้ง แต่ไม่ควรใช้วิธีฉีกทิ้งเด็ดขาดเพราะยังไม่ปลอดภัยพอ และหากข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ก็ให้ทำลายทิ้งเช่นเดียวกัน

    ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    การขอความร่วมมือจากพนักงานและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทุกคนดูจะเป็นวิธีรักษาความลับดีที่สุด เนื่องจากสามารถป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลความลับได้เป็นอย่างดีและเป็นการแก้ไขที่ถูกจุด เพราะหากวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุและผลแล้ว การที่ข้อมูลรั่วไหลออกสู่ภายนอกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพนักงานคนในเอาไปพูดหรือนำออกไปเองทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

    นอกจากนี้ยังควรขอความร่วมมือจากบุคลากรของบริษัทให้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบสิ่งผิดปกติทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกให้รีบแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบโดยทันที

    ในการดูแลรักษาความลับของบริษัท ความรอบคอบและใส่ใจเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด นอกจากนี้แล้วความร่วมมือของพนักงานในทุกระดับก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะข้อมูลถือเป็นทรัพย์สินมีค่าซึ่งไม่อาจประเมินราคาได้นั่นเอง

     

    ที่มา: incquity

    ออฟฟิศกว้างขึ้น ด้วย 5 ไอเดียเฟอร์นิเจอร์เซฟพื้นที่

    ออฟฟิศโล่งๆนั้นน่าทำงานกว่าเป็นไหนๆ

    โฮมออฟฟิศ หรือออฟฟิศที่ประยุกต์พื้นที่บ้านเป็นสำนักงานมีให้เห็นเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ด้วยความที่เป็นออฟฟิศที่สามารถก่อตั้งขึ้นได้ง่าย สะดวก และไม่ต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนในราคาแพง เพราะสามารถประยุกต์ส่วนหนึ่งของบ้านเป็นออฟฟิศได้สบายๆ

     

    แต่ปัญหาหนึ่งของโฮมออฟฟิศที่มักจะพบกันอยู่เสมอนั้น คือ พื้นที่การใช้งานที่จำกัดทำให้ไม่สามารถจัดวางอุปกรณ์สำนักงานได้มากเท่าความจำเป็น หรือถ้าหากสามารถจัดวางได้ปัญหาที่มักจะพบตามมาก็คือ ออฟฟิศที่ให้บรรยากาศอึดอัด ไม่น่าอยู่ เพราะเต็มไปด้วยของใช้สำนักงานที่มากจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการทำงาน

    จัดการพื้นที่ออฟฟิศใหม่ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ช่วยเซฟพื้นที่

    เฟอร์นิเจอร์สำหรับสำนักงานมีอยู่มากมายหลากหลายสไตล์ให้เลือก ซึ่งหากออฟฟิศของคุณมีพื้นที่มากมายล้นเหลือคงไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยากมากมาย แต่หากออฟฟิศของคุณทุกวันนี้มีสภาพไม่ต่างกับห้องเก็บของ เชื่อได้เลยว่าไอเดียเฟอร์นิเจอร์เซฟพื้นที่คงช่วยให้บรรยากาศภายในออฟฟิศของคุณเปลี่ยนไปได้มากจนคุณแทบไม่อยากเชื่อ

    โต๊ะทำงานติดล้อ

    ไอเดียเซฟพื้นที่ออฟฟิศด้วยโต๊ะทำงานแบบมีล้อที่ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายเมื่อต้องการพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ในสถาณการณ์ต่างๆ อย่างเช่น พื้นที่สำหรับการประชุมเล็กๆภายในออฟฟิศ ก็ทำได้ง่ายๆเพียงแค่เลื่อนโต๊ะทำงานออกไปรวมกันไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของออฟฟิศ

    จัดการโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ

    ลองหันไปสำรวจโต๊ะทำงานของคุณในตอนนี้  หากคุณพบว่าเต็มไปด้วยกองเอกสาร กระดาษโน้ต ดินสอ และปากกาจำนวนมาก ได้เวลาเปลี่ยนแปลงโต๊ะทำงานของคุณใหม่ ด้วยการจัดเก็บเอกสารและสิ่งต่างๆ บนโต๊ะทำงานของคุณให้เป็นระเบียบมากขึ้น ลองจัดหาลิ้นชักเล็กๆ สำหรับโต๊ะทำงานมาสักหนึ่งชุด และแยกหมวดหมู่ของสิ่งของบนโต๊ะทำงานของคุณและจัดเก็บเข้าลิ้นชักอย่างเป็นระเบียบ นอกจากจะทำให้ง่ายต่อการหยิบใช้ในครั้งต่อไปแล้ว ยังจะทำให้คุณค้นพบพื้นที่บนโต๊ะทำงานของคุณสำหรับจัดวางสิ่งของอื่นๆได้อีกด้วย

    ตู้ติดล้อ

    ตู้เก็บเอกสารแบบมีล้อหมุนเป็นอีกไอเดียลดการใช้พื้นที่ภายในออฟฟิศ ประยุกต์พื้นที่มาใช้ประโยชน์ในลักษณะอื่นได้หลากหลาย

    ตู้เก็บเอกสารแบบมีล้อหมุน สามารถเคลื่อนย้ายได้ เป็นอีกไอเดียหนึ่งของการลดการใช้พื้นที่ภายในออฟฟิศ โดยเฉพาะโฮมออฟฟิศ ตู้เก็บเอกสารแบบมีล้อหมุนที่มีลิ้นชักเพียง 3-4 ชั้นก็น่าจะเพียงพอต่อการจัดเก็บงานในรูปแบบเอกสารได้แล้ว เพราะปัจจุบันออฟฟิศส่วนใหญ่จะเน้นการเก็บข้อมูลในรูปแบบของไฟล์ดิจิทัลซึ่งจัดเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งประโยชน์ของเจ้าตู้เก็บเอกสารแบบติดล้อนี้ก็เช่นเดียวกันกับโต๊ะทำงานแบบติดล้อ คือ สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทำให้เพิ่มโอกาสในการประยุกต์พื้นที่ภายในออฟฟิศมาใช้ประโยชน์ในลักษณะอื่นได้หลากหลายกว่า

    กล่องเก็บของพับเก็บได้

    ถ้าคุณไม่ชอบตู้เก็บของแบบมีล้อหมุนได้ คุณอาจเลือกเป็นกล่องเก็บของที่มีล้อหมุนและสามารถวางซ้อนทับกันได้ โดยเฉพาะการใช้เก็บของที่ต้องการเวลาเก็บเพียงระยะเวลาชั่วคราว กล่องชนิดที่สามารถพับได้ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  เพราะเมื่อถึงคราวที่คุณไม่ต้องการเก็บของใดๆ  ในกล่องนั้นแล้ว คุณก็สามารถเพิ่มที่ว่างในออฟฟิศของคุณได้ทันที เพียงแค่พับกล่องนั้นเก็บไว้

    ชั้นหนังสือแบบเข้ามุมทรงสูง

    หนังสือคู่มือต่างๆภายในออฟฟิศย่อมต้องการตู้สำหรับจัดเก็บ แต่เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ตามแบบไอเดียเฟอร์นิเจอร์ประหยัดพื้นที่นั้น ตู้เก็บหนังสือที่เหมาะสมควรจะเป็นทรงสูงแบบเข้ามุม และมีชั้นสำหรับเก็บหนังสือหลายๆชั้น เพื่อสามารถบรรจุหนังสือได้มากที่สุด

    ไอเดียเฟอร์นิเจอร์เซฟพื้นที่ ช่วยให้คุณสามารถเนรมิตออฟฟิศที่มีอุปกรณ์เพียบพร้อมได้ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศแบบไหน และโฮมออฟฟิศก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องลดจำนวนของอุปกรณ์สำนักงานลงไปเนื่องจากไม่มีพื้นที่เพียงพออีกแล้ว แค่รู้จักจัดวาง รู้จักเลือกสรร สนุกไปกับไอเดียเฟอร์นิเจอร์เก๋ช่วยประหยัดพื้นที่ที่มีให้เลือกอย่างมากมาย

     

    ที่มา: incquity

    ดีไซน์ที่ทำงานใหม่ R&D ง่ายๆ สำหรับออฟฟิศขนาดเล็ก

    The longer I am out of office, the more infallible I appear to myself. ~  Henry A. Kissinger , photo belongs to Mike Sisk

    งานอาจเปรียบเสมือนบ้านสำหรับใครหลายคน บางคนยอมออกมาจากบ้านแต่เช้าเพื่อเลี่ยงสภาพการจราจรติดขัดจะได้เดินทางไปถึงที่ทำงานตรงเวลา และยังต้องอยู่จนดึกดื่นเพื่อเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จทัน เรียกได้ว่าแทบจะใช้ชีวิตในที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้านเสียอีก ซึ่งถ้าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานทำให้รู้สึกไม่สะดวกสบาย ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะใช้ชีวิตในที่ทำงานอย่างมีความสุขได้ทั้งวัน ปัญหานี้แก้ได้ง่ายๆ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในองค์กร โดยการให้พนักงานทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดออฟฟิศและพื้นที่ที่ตัวเองใช้สอยอยู่ทุกวัน เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานให้ดีขึ้นอย่างที่ตัวเองต้องการ โดยนำหลักการ Research & Development เข้ามาปรับปรุงการจัดออฟฟิศได้ด้วย

    หลักคิด R&D

    หลักการของ R&D เป็นกระบวนการคิดในการพัฒนาสิ่งต่างๆ จากสิ่งที่มีอยู่ให้ไปในทางที่ดีขึ้น

    อันที่จริงแล้วหลักการของ R&D (Research and Development หรือกระบวนการวิจัยและพัฒนา) นั้นเป็นกระบวนการคิดในการพัฒนาสิ่งต่างๆ จากสิ่งที่มีอยู่ให้ไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งมีเหตุผลมากมายในการทำ R&D ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเพิ่มยอดขาย เพื่อลดต้น หรือแม้แต่การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเดิมที่มีอยู่ ซึ่งโดยสำหรับการทำ R&D สำหรับธุรกิจนั้นจะเน้นน้ำหนักไปที่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือระบบบริหารงานภายในองค์กร โดยเฉพาะในออฟฟิศนั้น มีจุดประสงค์หลักๆ เพื่อให้ระบบการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำให้ทุกคนในที่ทำงานเกิดความพอใจกับบรรยากาศในที่ทำงานอยู่ทุกๆ วัน

    R&D กับการปรับปรุงสถานที่ทำงาน

    เราสามารถประยุกต์การทำ R&D มาใช้ในการปรับปรุงออฟฟิศเราให้น่าอยู่ขึ้นได้เช่นกัน โดยเริ่มจากการ Research หรือวิจัยก่อน นั่นหมายความต้องหาข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่เสียก่อนว่าเราจะพัฒนาอะไรบ้าง มีอะไรที่ดีอยู่และยังพัฒนาต่อได้อีกไหม หรือมีอะไรที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง เมื่อนำมาประยุกต์กับการจัดบริษัทแล้วก็เปรียบเสมือนการดูว่าพื้นที่ส่วนไหนที่ทำให้รู้สึกไม่สบาย ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน หรือมีมุมไหนที่นั่งแล้วสบายใจทำให้งานคืบหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนถึงขั้นต่อมาคือการ Development หรือขั้นพัฒนา ซึ่งนำมาปรับใช้ในออฟฟิศได้โดยนำข้อมูลต่างๆ ที่เราสรุปมาได้จากการศึกษาข้อมูลมาประยุกต์ปรับเปลี่ยนเพื่อให้ออฟฟิศของเรากลายเป็นสถานที่ทำงานที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของทุกคน ซึ่งถ้าเปลี่ยนแล้วออกมาดีก็เก็บเอาไว้ ถ้ายังไม่ดีก็ยังต้องทำ R&D กันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอการจัดออฟฟิศที่ดีที่สุด ลองดูขั้นตอนง่ายๆ ในการทำ R&D ในออฟฟิศดังนี้

    1.Research: ระดมความคิดว่าอยากปรับเปลี่ยนส่วนใดบ้าง

    พยายามอย่าจำกัดความคิดหรือมัวคิดว่าต้องใช้เงินทุนเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าไร เพราะเราสามารถมาดูและปรับเปลี่ยนเพิ่มหรือลดแบบทีหลังได้

    เริ่มต้นแจกกระดาษให้พนักงานคนละใบ ให้พนักงานทุกคนระบายถึงสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบในที่ทำงาน พร้อมทั้งให้บอกว่าอยากให้รูปลักษณ์ของออฟฟิศหลังปรับแต่งแล้วเป็นแบบไหน นี่คือวิธีเริ่มต้นง่ายๆ ในการทำ Research ความต้องการของพนักงานแต่ละคนว่าอยากได้พื้นที่ส่วนตัวรูปแบบใด ก่อนที่จะนำข้อมูลของแต่ละคนมาปรึกษากันว่าเมื่อนำแบบนั้นหรือแบบนี้มาวางอยู่ในพื้นที่เดียวกันจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญในหัวข้อนี้ก็คือพยายามอย่าจำกัดความคิดหรือมัวคิดว่าต้องใช้เงินทุนเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าไร เพราะเราสามารถมาดูและปรับเปลี่ยนเพิ่มหรือลดแบบทีหลังได้ เพื่อที่เราจะได้ความคิดสร้างสรรค์แบบไม่มีขอบเขตจากพนักงานแต่ละคนจริงๆ office

    photo belongs to ChrisL_AK

    2.Research: เปิดหูเปิดตาตามร้านเฟอร์นิเจอร์

    หาเวลาว่างออกไปเดินเที่ยวร้านเฟอร์นิเจอร์สัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อดูรูปแบบการจัดพื้นที่ตัวอย่าง หรือชมพวกของตกแต่งเก๋ๆ

    หากระดมความคิดกันแล้วแต่ยังนึกภาพไม่ออกว่าจริง ๆ แล้วแต่ละคนต้องการพื้นที่สไตล์แบบไหน เราก็อาจหาเวลาว่างออกไปเดินเที่ยวร้านเฟอร์นิเจอร์สัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อดูรูปแบบการจัดพื้นที่ตัวอย่าง หรือชมพวกของตกแต่งเก๋ๆ ที่เข้าตาเพื่อให้เกิดไอเดียนำมาปรับใข้กับที่ทำงานตัวเองเพิ่มขึ้น และของชิ้นหนึ่งที่อยากแนะนำคือผนังฉากกั้นตัวที เป็นผนังฉากกั้นลักษณะเป็นรูปตัวที่มีล้อเลื่อนอยู่ด้านล่าง มีหลายรูปแบบทั้งความสูงต่างกัน แบบใสและแบบทึบ หรือแม้กระทั่งแบบมีไวท์บอร์ดติดในตัว เพราะผนังฉากกั้นเหล่านี้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายและปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้เกือบตลอดเวลา อีกทั้งยังใช้สร้างความเป็นส่วนตัวได้อีกด้วย นอกจากนี้ก็อาจจะลองดูเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งที่น่าจะทำให้ออฟฟิศสะดวกและน่าอยู่ไว้เป็นแนวทาง อย่าลืมจดว่าแต่ละคนชอบและสนใจอะไรกันบ้าง หรือจะใช้กล้องถ่ายรูปถ่ายภาพเก็บเอาไว้ก็ได้ถ้าหากทางร้านไม่ได้ห้าม

    3.Development: เริ่มต้นจัดออฟฟิศ

    หลังจากหาไอเดียและอุปกรณ์ในการจัดพื้นที่ต่างๆ ได้แล้ว ก็ถึงเวลาลงมือทำ แม้ว่าจะเป็นการดีไซน์แบบตามใจตัวเอง แต่ก็ต้องคำนึงถึงหลักการบางอย่าง เช่น เรื่องตำแหน่งที่นั่งของแต่ละคนเข้ากับกระบวนการทำงานในองค์กรหรือไม่ ใครติดต่อกันบ่อยๆ ก็ควรให้นั่งใกล้กันเพื่อจะได้ประสานงานกันสะดวกขึ้น หรือลองให้เจ้าของกิจการหรือผู้ต้องประสานงานติดต่อกันคนในออฟฟิศบ่อยๆ นั่งตรงกลางห้องเพื่อให้เข้าถึงได้ทุกคน ที่สำคัญต้องไม่ลืมด้วยว่าถ้าหากลูกค้าต้องมาที่ออฟฟิศก็ควรสร้างรูปแบบให้องค์กรดูมีความน่าเชื่อถือและดูเป็นมืออาชีพด้วย office

    photo belongs to Loozrboy

    4.Development: พัฒนาต่อ

    ออฟฟิศขนาดเล็กอาจได้เปรียบองค์กรใหญ่ๆ มากกว่าในเรื่องการเคลื่อนย้ายหรือจัดวางของต่างๆ และถึงแม้ว่าการปรับเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ครั้งแรกๆ อาจยังไม่ลงตัวสักเท่าไร ก็ควรมีการจัดบันทึกและวัดผลว่ามีผลดีหรือผลเสียต่างจากเดิมอย่างไร แบบไหนที่ทำให้งานเดินไปได้เร็วกว่า หรือแบบไหนทำให้พนักงานมีความสุขและกระตือรือร้นในการทำงานได้มากกว่า เพื่อที่จะได้ให้เกิดการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอีกในการปรับแต่งออฟฟิศครั้งต่อไป • • • จะเห็นได้ว่าการทำ R&D นั้นอาจไม่จำเป็นสำหรับการปรับปรุงตัวสินค้าหรือหาผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว เพราะด้วยแนวคิดของ R&D ที่มีไว้สำหรับสำรวจทุกสิ่งที่มีอยู่ว่าดีพอแล้วหรือยัง และเราสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างไรบ้าง ทำให้เราสามารถหลักการนี้มาประยุกต์กับสิ่งต่างๆ ได้เช่นกัน ซึ่งการจัดออฟฟิศใหม่ก็เป็นตัวอย่างที่สามารถดึงแนวคิดนี้มาใช้ได้ จากการสำรวจว่าบรรยากาศในที่ทำงานเราเป็นอย่างไร และเราจะปรับปรุงสิ่งที่ไม่ชอบได้อย่างไร ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการนำ R&D มาประยุกค์ใช้ในการปรับแต่งออฟฟิศไม่ใช่เรื่องยากเลย และด้วยวิธีการเหล่านี้ก็ช่วยให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในการค้นหาและได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนาให้การทำงานในออฟฟิศมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

     

    ที่มา: incquity

    ข้อคิดให้กำลังใจเมื่อธุรกิจประสบความล้มเหลว

    ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับธุรกิจของคุณในอนาคต

    ประสบกับความล้มเหลวหลายคนมักจะนึกท้อแท้ แต่ทว่าความท้อแท้ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้ายที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้อีกครั้ง โอกาสนี้ Incquity จึงขอรวบรวมข้อคิดให้กำลังใจดีๆ เมื่อธุรกิจประสบความล้มเหลวมาฝากผู้ประกอบการทุกท่านกัน ดังนี้

    ยังมีคนอื่นที่แย่กว่าเราเสมอ

    ความล้มเหลวที่ผู้ประกอบการเจอในวันนี้อาจจะดูรุนแรง อาจจะยากเกินกว่าที่คุณจะรับไหว จนบางครั้งทำให้คุณต้องเสียน้ำตาไปมาก แต่โปรดจงเชื่อเถอะว่ายังมีผู้คนที่เขาลำบากกว่าคุณอีกเป็นจำนวนไม่น้อย หลายคนแม้แต่บ้านก็ยังไม่มีให้กลับเพราะพวกเขามีชีวิตเพียงแค่วันนี้เท่านั้นส่วนพรุ่งนี้เป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องให้โชคชะตาเป็นผู้ตัดสิน ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการมายืนอยู่ในจุดนี้ได้นั้นนับว่าคุณมีความโชคดีมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ผู้ประกอบการจึงควรที่จะต้องใช้โอกาสที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเอง

    ถือเสียว่าเป็นประสบการณ์

    ขอให้ผู้ประกอบการมองโลกอย่างคิดบวก และถือซะว่าความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณเป็นประสบการณ์ดีๆที่จะช่วยสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต เพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่จะสามารถยืนอยู่บนยอดหอคอยงาช้างได้โดยที่ไม่เคยใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตามาก่อนแน่นอน ประสบการณ์เรื่องเลวร้ายที่ต้องพบเจอในวันนี้จึงเป็นสิ่งที่ล้ำค่าต่อการทำธุรกิจในอนาคตด้วย

    ยังมีพรุ่งนี้เสมอ

    ถ้าเปรียบความล้มเหลวเป็นมุมมืดโปรดจงเชื่อเถอะว่าอีกไม่นานแสงสว่างก็จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ของมันทดแทนในอีกไม่ช้า ซึ่งอย่างน้อยมันก็คือสิ่งดีๆที่ทำให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ที่จะเริ่มต้นใหม่ในวันรุ่งขึ้นเสมอ ตราบใดที่พระอาทิตย์ยังคงขึ้นในทิศบูรพาโอกาสในการเริ่มต้นทำธุรกิจก็ยังคงมีอยู่เสมอมิเปลี่ยนแปลง

    ฟ้าหลังฝนมักสวยงามเสมอ

    เป็นเรื่องจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าท้องฟ้าจะสวยงามที่สุดก็ต่อเมื่อมันได้ผ่านช่วงมรสุมพายุฝนอันหนักหน่วงมาแล้ว เปรียบได้เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจหากผู้ประกอบการล้มเหลวด้วยพิษมรสุมพายุทางเศรษฐกิจหรือจะด้วยอะไรก็ตามแต่ที่พัดกระหน่ำโหมเข้าใส่อย่างหนักหน่วง แต่สุดท้ายแล้วปัญหาดังกล่าวก็จะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด ซึ่งรับรองว่าในอนาคตธุรกิจของคุณจะต้องอยู่ในขาขึ้นอย่างแน่นอนถ้าหากในตอนนี้คุณอยู่ในจุดที่ต่ำสุด ซึ่งมันเป็นสมการง่ายๆที่เด็กประถมก็คิดได้

    พักได้แต่อย่าหยุด

    หากผู้ประกอบการรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าขอจงหยุดพักเสียก่อน แต่การหยุดพักของคุณจะต้องเป็นการหยุดเพื่อชาร์ตไฟและคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญการหยุดพักนี้จะต้องเป็นแค่การหยุดพักชั่วคราวและมีกำหนดในการหวนคืนสังเวียนธุรกิจใหม่อีกครั้ง เพื่อลองฟันฝ่าอุปสรรคหรือข้อจำกัดดูอีกสักยกหนึ่งด้วยรอยยิ้มและหัวใจของนักสู้ผู้ไม่แพ้

    เชื่อเถอะ….ว่าสักวันต้องเป็นวันของเรา

    การที่ผู้ประกอบการล้มเหลวในวันนี้นั่นไม่ใช่ตราบาปบอกที่บ่งบอกว่าคุณจะไม่ประสบความสำเร็จในอนาคต เพราะการที่ธุรกิจต้องล้มพับอาจจะมีปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามาส่งผลกระทบหลายอย่าง ดังนั้นโอกาสในการทำธุรกิจครั้งต่อไปผู้ประกอบการจะต้องคิดและทำให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประเภทที่คิดและวางแผนสูงทะลุฟ้าไปถึงดวงจันทร์ได้ก็ยิ่งดี เพราถึงอย่างไรถ้าพลาดขึ้นมาคุณก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาวอันเปล่งประกาย

    ข้อคิดคำคมเหล่านี้ถึงแม้บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นเพียงแค่นามธรรมที่สวยหรูแต่เพียงเท่านั้นและไม่ได้มีส่วนช่วยทำอะไรให้มันดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงมันคือกุศโลบายที่เอาไว้ซ่อมแซมความรู้สึกและหัวใจของมนุษย์ ซึ่งผู้ที่เคยผ่านการทำธุรกิจมาแล้วจะรู้ว่าเรื่องของหัวใจมีความสำคัญมากขนาดไหน ผู้ประกอบการไม่ควรที่จะพลาดด้วยประการทั้งปวงในการหาข้อคิดดีๆเป็นยาชูกำลังในการทำธุรกิจ

     

    ที่มา: incquity

    บทเรียนราคาแพงจากนักธุรกิจที่เคยพลาดมาก่อน #1

    “A mistake is always forgivable, rarely excusable and always unacceptable.” ~ Robert Fripp, photo belongs to hans.gerwitz

    ประสบความสำเร็จเล่าให้เราฟังว่าเขาทำได้อย่างไรนั้นเป็นแรงบันดาลใจที่ดี ส่วนคนที่ “ประสบความล้มเหลว” ล่ะ เขาบอกอะไรเราได้บ้าง?

    ไม่เลวเลยถ้าเรานึกดูดีๆ จะพบว่าคนที่ประสบความล้มเหลวมาก่อนก็เล่าอะไรให้เราฟังได้หลายอย่างเหมือนกัน หลายครั้งเป็นวิธีที่เขาเลือกใช้ผิด หลายครั้งเกิดจากทัศนคติที่ผิด และหลายครั้งเกิดจากความดื้อรั้นส่วนตัวที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเสียเอง สิ่งเหล่านี้เราอาจรวมเรียกก็ได้ว่ามันคืออุทาหรณ์สอนใจ

    สำหรับคำแนะนำของเราในการอ่านตอนนี้ก็คือ “ถ้าคุณกำลังคิดสอดคล้องกับบทความนี้ละก็ ระวัง!”

    1. คิดว่าไม่มีใครสู้ได้

    จริงๆ มันดีไม่ใช่หรือที่จะเป็นคนมีความมั่นใจ? ใช่ เมื่อเราเป็นฟรีแล้นซ์ เมื่อเราทำงานคนเดียวหรือเมื่อบริษัทยังเป็นทีมเล็กๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น

    ผู้ประกอบการที่ดีขณะวิ่งแข่งจะต้องเหลือบมองลู่ข้างๆ ไปด้วยเสมอ

    แต่ถ้าพูดถึงระดับผู้ประกอบการแล้ว การอยู่กับข้อมูลและความเป็นจริง และการแสดงออกให้พนักงานที่เห็นเราเป็นเหมือนกัปตันเรือรับรู้ได้ว่า เราได้ตัดสินใจหันหัวเรืออย่างมีทิศทางนั้นเป็นเรื่องจริงจังที่ละเอียดอ่อน เกินกว่าจะใช้แค่แรงบันดาลใจมาเป็นตัวตัดสิน

    ไม่ว่าวิสัยทัศน์ของบริษัทเราเขียนไว้อย่างสง่างามอย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าไม่ใช่มีเราคนเดียวที่สร้างสรรค์ บางคนอาจคิดได้เท่าเรา บางคนอาจคิดได้มากกว่าเรา ผู้ประกอบการที่ดีขณะวิ่งแข่งจะต้องเหลือบมองลู่ข้างๆ ไปด้วยเสมอ

    2. มีสมดุลชีวิตงานแบบเกินขอบเขต

    อะไรที่ครึ่งๆ กลางๆ ย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ หากเราไม่สามารถหาจุดร่วมระหว่างสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท (ซึ่งหมายรวมถึงพนักงานด้วย) และอะไรคือความสุขของเราได้

    หลายๆ ครั้งผู้บริหารระดับสูงเสียทั้งเวลา เงินทุน และกำลังที่มีอยู่ไปกับสิ่งที่ชื่นชอบ แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนไม่ส่งผลดีต่อบริษัทเลย โดยหลงคิดไปว่าสิ่งนั้นจะสร้างให้เกิดสิ่งดีๆ ต่อบริษัท หรืออาจคิดไปเสียว่าสิ่งนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายแก่บริษัทเสียหน่อย

    Jim Balsilie

    Photo courtesy of AP

    อดีตหนึ่งใน CEO ของ RIM (Research In Motion) บริษัทผู้ผลิต Blackberry โดยหน้าที่ของเขานั้นคือสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในตลาดสมาร์ทโฟน เขาลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความบกพร่องในหน้าที่ หลังจากที่ทำให้หุ้นบริษัทร่วงลงไปถึง 70% ในเวลาแค่เพียงหนึ่งปี เพราะส่วนแบ่งการตลาดของ Blackberry ในสหรัฐฯ ร่วงลงจาก 44% เหลือเพียงแค่ 9% ภายในปีเดียวหลังจากแอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนในปี 2007 ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากการที่ RIM ปรับตัวเพื่อเข้ากับเกมการตลาดแบบใหม่ช้าเกินไป

    ระหว่างนั้น RIM กำลังทำอะไรอยู่? คำตอบคือ Jim กำลังวุ่นวายอยู่กับการพยายามซื้อทีมฮ็อคกี้…

    ความพยายามทุ่มทุนซื้อทีมฮอกกี้ของ Jim เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2006 ด้วยเงินถึง 185 ล้านเหรียญ พอมาถึงเดือนพฤษภาคมปี 2007 หลังจากที่ไอโฟนเปิดตัวมาได้สักพักแล้ว แทนที่จะรับมือกับคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างไอโฟน เขาก็ยังคงวุ่นวายอยู่กับทีมฮอกกี้

    ถ้าเราไม่เผลอเรอให้คุณค่ากับความสุขส่วนตัวมากจนเกินไป ชีวิตของเราก็จะยังคงมีสมดุลได้ตลอดเวลา

    สุดท้ายแล้ว ปี 2010 บริษัท RIM ตื่นมาพบกับความเป็นจริงว่าแบล็คเบอร์รี่กำลังตกเป็นรองไอโฟนอยู่หลายด้าน และต้องเจอกับคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ที่มีพันธมิตรเป็นมือถืออยู่อีกหลายๆ ยี่ห้อ สุดท้าย RIM จึงตัดสินใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเองบ้างด้วยการซื้อบริษัท QNX เพื่อมาเสริมทัพให้กับผลิตภันฑ์ แต่การตัดสินใจนั้นสายเกินไปแล้ว

    หาก Jim ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องความชอบส่วนตัวเรื่องฮ็อคกี้ของเขาจนเกินไป ด้วยฐานลูกค้าแต่เดิมที่นำหน้าไอโฟนอยู่หลายช่วงตัว บางทีตอนนี้ทุกอย่างอาจไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ก็เป็นได้ และเช่นเดียวกันถ้าเราไม่เผลอเรอให้คุณค่ากับความสุขส่วนตัวมากจนเกินไป ชีวิตของเราก็จะยังคงมีสมดุลได้ตลอดเวลา

    3. คิดว่าไม่มีปัญหาใดที่ตอบไม่ได้

    ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงนั้นมักจะถูกคาดหวังไว้สูงเพราะต้องเป็นตัวแทนของบริษัท ทำให้ต้องรักภาษาภาพลักษณ์เอาไว้ด้วยคำพูดเช่น เรารับมือได้ มีวิธีแก้เรื่องนี้ ทุกอย่างยังไปได้สวย ฯลฯ

    วิธีคิดเช่นนี้หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง จะทำให้คุณมั่นใจจนเกินไป ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าเข้าใจปัญหาหรือวิธีแก้หรือไม่ อย่างที่เคยเกิดกับ Carol Bartz ของ Yahoo

    Carol Bartz

    Photo courtesy of Reuters/AP

    Bartz เชื่อเสมอว่าเธอมีวิธีจัดการปัญหาของบริษัท แม้ว่าเธอไม่เคยมีประสบการณ์ด้านธุรกิจอินเตอร์เน็ตมาก่อนเลย สื่อต่างๆ ล้วนชื่นชอบในความมั่นใจที่แสนจะแข็งกร้าวตั้งแต่การประชุมครั้งแรกของเธอ

    สองเดือนหลังจากนั้น เธอได้พบกับ Jack Ma เจ้าของเว็บไซต๋ Alibaba ขณะนั้น Yahoo ถือครองหุ้นของ Alibaba อยู่ถึง 40% และคิดว่าการปลดชื่อ Alibaba ออกให้เหลือแต่เพียง Yahoo ในตลาดจีนคงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ ทว่า เธอยังไม่รู้จัก Alibaba และอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนดีพอ ความประมาทของเธอทำให้ตัดสินใจทำสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดต่อ Jack Ma โดย Bartz ต้องการปลด Jack Ma ออกจากตำแหน่งเพื่อมอบความรับผิดชอบของ Alibaba ทั้งหมดให้กับ Yahoo China ต่อหน้าบรรดาผู้บริหาร ผลของการตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Bartz และ Ma ไม่มีทางเยียวยาได้

    เธอถูกไล่ออกเมื่อเดือนกันยายนของปีที่ผ่านมา บรรดาบอร์ดของทาง Yahoo ได้รู้ตัวแล้วว่า พวกเขาเลือกผู้บริหารผิดคน แถมเสียเวลามาถึงสองปีกว่า โดยผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเลวร้ายมาก

    • • •

    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทเรียนจากความผิดพลาดและคุณลักษณะที่ควรหลีกเลี่ยงในนักธุรกิจเท่านั้น อ่านต่อ “เรียนรู้จากนักธุรกิจที่น่าจะประสบความล้มเหลว” ตอนที่ 2 เร็วๆ นี้

     

    ที่มา: incquity

    5 เทคนิคจัดการอีเมล

    “If you don’t have time to do it right, when will you have time to do it over?” – John Wooden, photo belongs to Robert S. Donovan

    นอกจากสิ่งที่เคยนำเสนอไปในบทความ “หลักง่ายๆ ในการแก้ปัญหาอีเมลล้นกล่อง” ที่เราได้แนะนำเกี่ยวกับเรื่องของจุดประสงค์ที่ชัดเจน การควบคุมอีเมลให้เป็น ไม่ใช้การ Reply All การทำกล่องขาเข้าให้สะอาดอยู่เสมอ และพักเสียบ้าง คราวนี้เราจะพูดถึงวิธีการจัดการอีเมลอย่างมีประสิทธิภาพที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เป็นวิธีการง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถนำเอาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างแน่นอน

    1.รวมอีเมลเป็นหนึ่ง

    ลองจับรวมหลายอีเมลไว้ที่เดียวโดยใช้การ Forward email จากหลายที่ไปยังบัญชีเดียวดู

    ถ้าเรามีหลายบัญชีอีเมลก็ย่อมทำให้มีหลายกล่องขาเข้าตามไปด้วย นั่นยิ่งทำให้การเปิดเช็คอีเมลทุกบัญชีเป็นเรื่องเสียเวลามากขึ้น (และที่เราอาจไม่รู้ก็คือ ทุกครั้งที่เราใส่หลายๆ อีเมลไว้ในสมาร์ทโฟน ระบบจะวิ่งไล่เช็คทุกอีเมลให้กับเรา “ไม่พร้อมกัน” และนั่นคือปฏิบัติการดูดแบตเตอรี่อย่างมหาศาล) แต่ปัญหานี้หมดไปได้ด้วยวิธีนี้ ลองจับรวมหลายอีเมลไว้ที่เดียวโดยใช้การ Forward email จากหลายที่ไปยังบัญชีเดียวดูสิ! ด้วยการใช้ Email Forwarding ใน Hotmail (หรือกับผู้บริการอีเมลอื่นๆก็ได้เช่นกัน) เช่น Forward your mail to (yourname@gmail.com) เป็นต้น

    5 เทคนิคจัดการอีเมล

    หรือจะทำการเพิ่มบัญชีอีเมล email@hotmail.com กรอกรหัสผ่านของ Hotmail ลงไปจากนั้นก็เซ็ตค่าต่างๆ เช่น POP Server ให้ใส่เป็น pop3.live.com และเลือก Port เป็น 995 แล้วทำการเพิ่มบัญชีเข้าไปก็จะเสร็จเรียบร้อย เท่านี้อีเมลของ Hotmail ก็จะเข้ามารวมอยู่ใน Gmail ของเราด้วย

    5 เทคนิคจัดการอีเมล

    ต่อให้จะมีหลายบัญชีอีเมลมากขนาดไหน เราก็เข้าเช็คอีเมลเพียงที่เดียวก็เพียงพอ ก็จะช่วยลดเวลาลงได้เยอะ

    2.ใช้ Gmail คัดแยก

    เราสามารถตั้งค่า Filters ได้หลายแบบ เช่น มาจากใคร ถึงใคร หัวเรื่องว่าอะไร มีคำศัพท์อะไร

    การทำกล่องขาเข้าให้ว่างเปล่าไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปด้วยความสามารถของ Gmail Filters (แต่ผู้ให้บริการอีเมลรายอื่นก็สามารถทำการ Filters ได้เช่นกัน) Email Filter ก็คือการกรองอีเมลนั้นเอง ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากในการจัดระเบียบอีเมลของผู้ใช้

     

    5 เทคนิคจัดการอีเมล

    เราสามารถตั้งค่า Filters ได้หลายแบบ เช่น มาจากใคร ถึงใคร หัวเรื่องว่าอะไร มีคำศัพท์อะไร จากนั้นให้ทำการ Create filter with this search

    5 เทคนิคจัดการอีเมล

    แล้วก็ตั้งกฏตามความต้องการของเราได้เลย ซึ่งสิ่งที่เราอยากบอกเพิ่มเติมคือเรื่องของ Apply the label การทำ label คือการแปะป้ายของอีเมลนั่นเอง แล้วต่างจากการใส่โฟลเดอร์อย่างไร คำตอบคือ ถ้าเป็น label เราสามารถแปะป้ายหลายอันได้ เช่น “งาน, ด่วน, หัวหน้าสั่ง” หรือจะแปะป้ายเดียว ไม่แปะเลยก็ได้เช่นกัน

    3.ใช้โปรแกรมจัดการอีเมล (Email Client)

    ข้อดีของการใช้ Email Client คือ ไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลาก็ใช้งานได้ เนื่องจากมันได้โหลดอีเมลจากกล่องขาเข้ามาเก็บในเครื่องเรา

    Email Client คือโปรแกรมที่เอาไว้รับส่งเมลในกรณีที่ผู้ให้บริการอีเมล (Webmail) สามารถให้เราเข้าถึงอีเมลได้ทางอื่นนอกจากเว็บบราวเซอร์ ข้อดีของการใช้ Email Client คือ ไม่ต้องต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลาก็ใช้งานได้ เนื่องจากมันได้โหลดอีเมลจากกล่องขาเข้ามาเก็บในเครื่องเรา ดังนั้นข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในเครื่องเราทั้งหมด นอกจากนี้เรายังสามารถเขียน (Compose) อีเมลได้เช่นกัน เวลาที่เราต่ออินเตอร์เน็ตมันก็จะทำการส่งให้ เป็นการกรองไวรัสสองขั้นตอน (จาก Firewall และ Antivirus ของเครื่องเรา) ป้องกันสแปมเมลสองขั้นตอน (จาก Webmail และ Email Client) ป้องกันสปายแวร์ ที่เข้ามาล้วงความลับข้อมูลของเราได้อีกด้วย มันสะดวก รวดเร็ว ใช้งานได้เรื่อยๆ และปลอดภัยมากกว่านั่นเอง ตัวอย่าง Email Client เช่น Microsoft Outlook, Thunderbird, IncrediMail, Apple’s Mail

    4.หัดใช้ IMAP

    ในการสื่อสารทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำต้องมีการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกันนี้ อาจจะมีฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อทำการส่งข้อมูลถึงกันและตีความหมายได้ตรงกัน จึงต้องมีการกำหนดระเบียบวิธีการติดต่อให้ตรงกัน “โปรโตคอล” (Protocol) คือระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับการสื่อสารข้อมูล โดยสามารถส่งผ่านข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง

    IMAP เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความสับสนใจการใช้งานอีเมลผ่านเครื่องมือมากกว่า 1 เครื่อง เช่น ทั้ง tablet, PC, notebook, smartphone โดยทำให้ข้อมูลอีเมลของเราบนทุกเครื่องมืออัพเดทล่าสุดเสมอ

    ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า IMAP คือ มาตรฐานโปรโตคอลชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับการเข้าถึง (อ่าน) e-mail จากหลายๆ ที่ คล้ายกับอีกโปรโตคอลหนึ่งที่ชื่อว่า POP3 แต่ IMAP จะแตกต่างและน่าใช้กว่าตรงที่ยอมให้มีการสื่อสารสองทางระหว่าง Gmail website และ Email Client ของเรา นั่นหมายถึงว่า เมื่อเราเข้าสู่ Gmail โดยผ่านทางบราวเซอร์ การกระทำที่เราได้ทำผ่านมือถืออย่างเช่น ใส่ “จดหมายAAA” ลงในโฟลเดอร์ “งาน” พอเราเปิดบราวเซอร์ก็จะเห็นแบบที่เราเห็นในมือถืออย่างทันที โดยภาพรวมแล้ว IMAP เป็นโปรโตคอลที่ค่อนข้างเสถียรในการใช้งานมากกว่า POP3

    เป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบันไปแล้วที่เราจะเข้าเช็คอีเมลจากคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งเครื่อง เพราะในปัจจุบันเรามีทั้ง Tablet, PC, Notebook, และ Smartphones ทั้งหลาย เราจึงควรที่จะเข้าถึงอีเมลของเราผ่าน IMAP ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่แก้ปัญหาเรื่องความสับสนดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

    5.เคล็ด (ไม่) ลับในการจัดการอีเมลอย่างอยู่หมัด

    1) ไม่ scroll เมาส์ ทำอย่างไรก็ได้ให้อ่านอีเมลที่อยู่ในกล่องขาเข้าโดยไม่ต้องเลื่อนเมาส์ ยิ่งมีอีเมลมาก สติเราก็จะหลุดได้ง่ายขึ้นเท่านั้น โดยปกติแล้วไม่ควรเกิน 20 ฉบับ

    2) อ่านหัวเรื่อง ผู้ส่ง หรืออ่านเนื้อหาผ่านๆ แล้วจัดการ จะลบ จะย้ายโฟลเดอร์หรืออะไรก็ตาม ตัดสินใจทันที เด็ดขาด อย่าหมักหมม

    3) ถ้าไม่ใช่งานโดยตรงของเราส่งต่อให้คนอื่น อย่าเอามาเป็นตารางงานของตัวเอง

    4) หนึ่งอีเมลต่อหนึ่งหัวข้อ พยายามอย่าให้มีห่วงโซ่อีเมลค้างในกล่องขาเข้า เก็บไว้เฉพาะอีเมลล่าสุดเท่านั้น

    5) มีโฟลเดอร์ไม่ต้องมาก การที่มีโฟลเดอร์จำนวนมากทำให้เราเสียเวลาในการจัดการมากขึ้น ถ้าต้องการหาอีเมลก็เพียงแค่ search ก็เพียงพอ แต่ในกรณีที่เราสามารถจัดการโฟลเดอร์จำนวนมากได้ดี เพราะมันแบ่งได้ละเอียดกว่าอันนี้ก็ไม่ว่ากัน

    6) จัดการกล่องขาเข้าให้สะอาดทุกวัน เหมือนกับที่เราแปรงฟันกันทุกวันนั่นเอง

    7) อย่าให้มีอะไรค้างคาเกินหนึ่งเดือน มันคงเป็นสิ่งที่เราไม่อยากได้หรือไม่อยากทำ หลังจากหนึ่งเดือนทุกอย่างคงชัดเจน จะทำให้เราคิดได้ว่าต้องทำมันหรือลบมันทิ้งไปเสีย

     

    ที่มา: incquity

    3 รูปแบบของการสนทนาที่ไม่ดี

    “Wisdom is the reward you get for a lifetime of listening when you’d have preferred to talk.” – Doug Larson, photo belongs to Brian Smithson (Old Geordie)

    การสร้างบรรยากาศของการสนทนาที่ดีนั้นส่งเสริมทั้งบรรยากาศในการทำงาน ช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น และยังสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงานระหว่างกันให้มีการยอมรับซึ่งกันและกันในงานซึ่งส่งผลดีต่อทีมงานโดยรวมไปด้วยพร้อมๆ กัน

    การสนทนา การระดมไอเดีย และการประชุม เป็นทั้งการเปิดรับข้อมูลความรู้ต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เราได้ข้อมูลสำคัญหรือไอเดียดีๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ไม่เว้นแม้แต่การรับฟังทีมของเรา ทักษะในการสนทนาทั้งพูดและฟังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

    แต่ในวัฒนธรรมการบริหารตามปรกติ หัวหน้างานเรามีแนวโน้มจะได้พูดมากกว่าฟัง โดยอาชีพก็เลยมีมุมที่น่าเห็นใจอยู่บ้างตรงที่ทักษะในการฟังของเราอาจจะได้ใช้น้อยกว่าโดยปริยาย

    ลองดูจากบทความที่เราสรุปเป็นกลุ่มเล็กๆ ว่าตัวเราเองเข้าข่ายเป็นผู้ร่วมการสนทนาประเภทใดใน 3 กลุ่มนี้หรือไม่ อะไรเป็นสิ่งปิดกั้นเราจากการได้ประโยชน์จากการรับฟังข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งอาจช่วยให้เราปรับความสามารถในการฟังของเราให้เยี่ยมยอดขึ้นได้

    1. คอยชี้นำ หรือคอยขวางลำ

    ขณะประชุมคนกลุ่มนี้จะเชื่อมั่นและยึดถือว่าความคิดของตนเป็นหลัก จึงมักมีประเด็นให้ถามกลับได้แทบในทุกมุมขณะฟัง สิ่งที่เกิดจึงมักเป็นการแทรกจังหวะผู้อื่นขณะกำลังกำลังพูดอยู่เมื่อพบว่ามีประเด็นที่แย้งได้ พร้อมๆ กับความคิดของตนออกไปด้วย ประโยคที่คนกลุ่มนี้มักใช้มักจะเริ่มด้วย “จะบอกให้นะว่าผมคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้” “มันควรจะเป็นแบบ…ใช่ไหม?”  ซึ่งความจริงแล้วคนกลุ่มนี้ก็มีข้อดีตรงที่เราต้องถือว่าเขาตั้งใจฟังเรื่องราวเป็นอย่างมาก เพราะจะสามารถบอกได้ว่าผู้พูดเล่าสิ่งใดไปบ้าง และเสนอประเด็นการมองต่างมุมได้

    อีกลักษณะที่คล้ายกับบรรดานักชี้นำคือนักขวางลำ ข้อแตกต่างก็คือขณะที่นักชี้นำจะไม่ได้ตบท้ายด้วยเหตุผลของตนในการโต้แย้ง แต่จะแค่มีคำถามหรือข้อกังขาในขณะฟังอยู่เสมอ

    หากเรามองในมุมของผู้ที่กำลังพูดอยู่ ความสนใจในลักษณะนี้น่าจะทำให้สิ่งที่กำลังเสนอสะดุดกลางทางเสมอ หากมีนักฟังลักษณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมทีมเพื่อระดมไอเดีย เราอาจพลาดข้อมูลดีๆ หรือไอเดียแปลกใหม่ไปอย่างน่าเสียดายในบางครั้ง เพราะการขัดจังหวะในแต่ละครั้งนั้นก็ทำให้ทีมดำเนินการประชุมต่อได้ไม่ต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น

    อันที่จริงนักชี้นำและนักขวางลำนั้นจัดอยู่ในข่ายนักคิดที่รวดเร็ว และต้องการจะส่งความคิดของตนออกไปเร็วๆ ให้มากที่สุดตามความเร็วในการคิดของพวกเขา ดังนั้นในการระดมไอเดีย ถ้าเราสามารถส่งผ่านความคิดออกไปได้ในจังหวะที่ถูกต้องโดยไม่ขัดจังหวะใครเลยก็จะดีที่สุด

    เราอาจะเริ่มจากการนำกระดาษจดเข้าไปด้วย และเมื่อพบประเด็นที่อยากค้านหรือมีไอเดียที่ดีกว่าเราก็จดเอาไว้ก่อน รอจนถึงลำดับการพูดของเรา จากนั้นจึงเล่าไอเดียทั้งหมดในคราวเดียว นอกจากนั้นยังเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราจดไว้เหล่านั้นอาจนำเราไปสู่ไอเดียที่ดีกว่าหลังจากการประมวลความคิดทั้งหมดแล้วก็เป็นได้

    2. พรรณนา

    ถ้าสามารถพูดเรื่องต่างๆ ได้อย่างยืดยาวจนค่อยมีช่องว่างให้คนอื่นแทรกได้ (และเรามักทำอย่างนั้นเพื่อไม่ให้คนแทรก) เราอาจจัดอยู่ในกลุ่มนี้

    การถามเมื่อผู้พูดอธิบายจบแล้วนั้นมีประโยชน์มากกว่าในแง่ความตั้งใจฟัง

    ตัวอย่างนี้เห็นได้ในการกล่าวปาฐกถาของผู้บรรยายที่เชี่ยวชาญบางท่าน หรือผู้นำเสนอประกอบพรีเซ็นเทชั่นมือใหม่ที่เตรียมสไลด์มาละเอียดทุกกระเบียดน้ิว จนจำเป็นต้องพูดทุกอย่างอย่างต่อเนื่องจนลืมเผื่อเวลาสำหรับการตอบคำถามให้กับผู้ฟัง

    หลังจากการฟังอย่างยาวนานและกินเวลา กลายเป็นการสื่อสารทางเดียว และมักไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือหากเป็นการนำเสนอทางแก้ปัญหา การนำเสนออย่างยืดยาวนั้นมักทำให้ข้อเท็จจริงหล่นหายไประหว่างทางเพราะมีสิ่งที่ต้องฟังมากเกินไป (และหลายครั้งแม้แต่การสรุปจบตอนท้ายก็ช่วยได้ไม่มากนัก)

    ถ้าหากมองผิวเผินคนประเภทนี้อาจดูเหมือนผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารเป็นอย่างดี แต่เมื่อลองสังเกตดูดีๆ เราจะพบว่าที่เขาพูดอาจไม่ตรงประเด็นและอาจเป็นการเล่าเรื่องวนซ้ำไปซ้ำมาอีกด้วย… หรือจุดประสงค์หลักของผู้พูดก็เพื่อหลีกเลี่ยงจังหวะการแสดงความคิดเห็นอะไรที่ไปขัดแย้งกับความคิดเขานั่นเอง?

    เป็นไปได้ว่าการเตรียมตัวก่อนพูด และการเข้าใจวัตถุประสงค์หรือประเด็นพูดของตัวเองให้ดีเสียก่อนนั้นจะช่วยได้มาก ช่วยทั้งผู้พูดที่ตรงไปที่ประเด็นได้อย่างมีประสิทธิผล และช่วยผู้ฟังในการประหยัดเวลาและพลังงานในการฟังไปด้วยพร้อมๆ กัน

    3. นักแสดง (ว่าเข้าใจ)

    อย่าให้มีอะไรมารบกวนการฟังของเรา ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวต่างๆ

    บางคนอาจคิดว่าผู้ฟังที่นั่งฟังอย่างเงียบๆ คือผู้ฟังที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วคงไม่แน่เสมอไป ซึ่งเราเองก็น่าจะมีประสบการณ์มาบ้าง ลองนึกถึงตอนที่คุยกับเจ้านาย ของเราโดยเราก็เร่ิ่มเล่าเรื่องของเราอย่างชาญฉลาดและน่าติดตาม ด้วยการสังเกตถึงปฏิกิริยาการพยักหน้าเบาๆ เหมือนรับรู้และหัวเราะเมื่อถึงจุดที่ควร แถมบางครั้งยังมีการช่วยเสริมและแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เรากำลังพูดด้วย ทั้งหมดนี้ก็อาจทำให้เราเผลอคิดไปเองว่าผู้ฟังมีความสนใจกับการตอบรับอันดีเช่นนี้ แต่หลังจากที่คุณออกจากห้อง เรากลับเริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาอาจไม่ได้สนใจเนื้อหาเลยแม้แต่น้อย หรือแม้ฟังแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เก็บอะไรกลับไปคิดต่อเลย  นี่ล่ะคือตัวอย่างของนัก (แสดงว่า) ฟังชั้นดีเลยทีเดียว

    ปรับเปลี่ยนได้อย่างไรบ้าง

    มีคนทั้ง 3 กลุ่มจะอยู่ในทุกการสนทนา แต่การจัดการให้บทสนทนาราบรื่นได้ดีขึ้นนั้นอาจต้องอาศัยการปรับทั้งวิธีการพูดและฟังไปพร้อมๆ กัน ไอเดียเหล่านี้อาจช่วยให้เราหาทางปรับให้การสนทนาต่างๆ ในองค์กรเกิดประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น

    • การเป็นผู้ฟังที่ดีนั้น หมายความว่าเราควรตั้งใจฟังจริงๆ และฟังอย่างเดียวโดยที่ไม่แทรกความคิดเห็นหรืออะไรระหว่างนั้น แม้เราจะมีความรู้หรือประสบการณ์มากกว่าก็ตาม เพราะหลายครั้งไอเดียที่ดีก็ต้องเริ่มจากการประมวลรายละเอียดปลีกย่อยหลากหลายด้านเสียก่อนเหมือนกัน
    • การถามเมื่อผู้พูดอธิบายจบแล้วนั้นมีประโยชน์มากกว่าในแง่ความตั้งใจฟัง เพราะผู้พูดโดยมากขณะอยู่ในหัวข้อที่ตนต้องพูดจะมีปัญหาในการสลัดความคิดออกจากหัวก่อนเพื่อรับฟังหรือประมวลคำตอบ ยิ่งถ้าเป็นกรณีที่เราหวังจะฝากคำถามเป็นเชิงให้กลับไปคิดต่อเพื่อพัฒนาไอเดีย การถามหรือฝากเป็นประเด็นในภายหลังนั้นช่วยให้ผู้ฟังมีสมาธิกับข้อมูลเหล่านั้นมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
    • อย่าให้มีอะไรมารบกวนการฟังของเรา ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวต่างๆ ที่มักจะดึงดูดความสนใจไปจากผู้ฟังอยู่เสมอ บางทีการใช้เวลาเพียงครั้งเดียวเพื่อตั้งใจฟังอาจจะคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการใช้สมาธิเพียงครึ่งเดียวแล้วอาจพลาดสาระสำคัญบางอย่างไป แล้วต้องกลับมาสอบถามอีกครั้งก็เป็นได้

    • • •

    การสร้างบรรยากาศของการสนทนาที่ดีนั้นส่งเสริมทั้งบรรยากาศในการทำงาน ช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น และยังสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงานระหว่างกันให้มีการยอมรับซึ่งกันและกันในงานซึ่งส่งผลดีต่อทีมงานโดยรวมไปด้วยพร้อมๆ กัน การใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้ไม่ว่าจะลงมือทีเดียวหรือจะค่อยๆ พัฒนาศักยภาพของเราในด้านนี้ก็ถือว่าดีทั้งนั้นหากได้ลองลงมือทำ

    ที่มา: incquity

    Arianna Huffington: พลังที่ผลักดันหนังสือพิมพ์ออนไลน์ The Huffington Post

    “Whoever controls the media, controls the mind.” -  Jim Morrison, photo belongs to C2-MTL

    หนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่มาแรงด้วยคุณภาพของเนื้อหาที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ท่ามกลางการไหลเวียนของรูปแบบการอ่าน ที่เปลี่ยนแปลงจากเสียงพลิกหน้ากระดาษมาสู่การสัมผัสหน้าจอ การอัพเดตข่าวแบบทันเวลา โดยไม่ละทิ้งเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ส่งผลให้ Huffington Post ขึ้นแท่นสู่การเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่มีความหลากหลายของเนื้อหา ทั้งเรื่องการเมือง ธุรกิจ หน้าบันเทิง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี ไปจนถึงวัฒนธรรม และข่าวท้องถิ่น โดยได้รับรางวัลมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ บล็อคที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก (จัดอันดับโดย The Observer) หรือบล็อคการเมืองที่ดีที่สุดของปี 2006 และ 2007 (จัดอันดับโดย Webby Award)

    the huffington post

    นอกเหนือจากองค์ประกอบเรื่องความเข้มข้นของเนื้อหาแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่เป็นเบื้องหลังคอยขับเคลื่อนพลังของสื่อนี้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ Arianna Huffington หญิงสาวผู้อยู่เบื้องหลัง Huffington Post และผลักดันศักยภาพของสื่อให้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ

    Huffington Post : “The Internet Newspaper: News,Blogs,Video,Community”

    จากจุดเริ่มต้นคอมมูนิตี้ข่าวสาร แต่ด้วยจำนวนคอมเม้นท์จากผู้อ่านกว่าล้านคอมเมนท์ทุกเดือน เปรียบเหมือนกับสัญญาณที่บอกให้ Arianna Huffington เริ่มลงมือขยายขอบเขตความสามารถเว็บบล็อคนี้ กลายเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ Huffingtonpost

    จากจุดเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2005 โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 9 พฤษภาคม ด้วยรูปแบบความต้องการริเริ่มในการเป็นคอมมูนิตี้เรื่องข่าว แต่ด้วยจำนวนคอมเม้นท์กว่า 1 ล้านคอมเม้นท์ที่ปรากฏในทุกเดือน เปรียบเหมือนกับสัญญาณที่บอกให้ Arianna Huffington เริ่มต้นลงมือขยายขอบเขตความสามารถของเว็บบล็อคนี้เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ด้วยการเปลี่ยนจาก ariannaonline.com สู่ huffingtonpost.com และการเปิดตัวข่าวท้องถิ่นครั้งแนกในปี 2008 อาทิ Huffpost Cjicago, Huffpost Denver หรือน้องใหม่ล่าสุดอย่าง Huffpost Miami ที่เปิดตัวเมื่อพฤศจิกายน ปี 2011 ที่ผ่านมา และไม่ใช่แค่เพียงเนื้อหาในท้องถิ่นเท่านั้นที่ Arianna ต้องการผลักดันเพื่อพัฒนาเนื้อหาให้เปี่ยมด้วยคุณภาพ Huffington กระโดดไกลไปอีกขั้นด้วยการเจาะลึกเนื้อหาในระดับส่ากล อาทิ Le Huffington Post ในเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศส หรือ Huffington Voces ในเวอร์ชั่นภาษาสเปน เป็นต้น

    จากการร่วมทุนครั้งแรกจาก SoftBank Capital ในปี 2006 ด้วยจำนวนเงิน 5 ล้านเหรียญฯ ในขณะนั้น Arianna วางแผนการบริหารเงิน อันประกอบด้วยการจัดจ้างพนักงานเพิ่ม เพื่อทำหน้าที่อัพเดตข่าวตลอด 24 ชั่วโมง จัดจ้างนักข่าวประจำเว็บไซต์ และจัดจ้างทีมผลิตสื่ออย่างคลิปวิดีโอ เพียงแค่สองปีถัดมา ที่ Huffinton Post ได้ระดมทุนเป็นเงิน 15 ล้านเหรียญฯ เพื่อขยายตัว มีความเป็นสื่อมากยิ่งขึ้น และทุ่มเทลงไปในส่วนของนักข่าวท้องถิ่น และในปี 2011 AOL ประกาศว่าเข้าซื้อ Huffington Post เป็นเงินกว่า 315 เหรียญสหรัฐฯ โดยส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเข้าซื้อครั้งนี้คือ Arianna จะต้องเข้ารับตำแหน่งประธานของกลุ่มบริษัท และรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารของ The Huffington Post Media Group ประกอบไปด้วย The Huffington Post และบริษัทต่างๆ ในเครือของ AOL

    team

    ไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุนหรือวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าของ Arianna เท่านั้น ที่ปูเส้นทางอันสวยงามให้กับ Huffington Post แต่การทำงานอย่างหนักหน่วงของนักข่าว ที่เดินอยู่บนการความมุ่งมั่นและตั้งใจ รวมถึงความปรารถนาที่จะนำเสนอเนื้อหาข่าวที่ดีให้กับผู้อ่าน Huffington Post พิสูจน์ความเป็นตัวจริงในเวทีสนามข่าวให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์ ด้วยการได้คว้ารางวัลอันมีเกียรติในวงการการสื่อสารมวลชนสายหนังสือพิมพ์ นั้นคือรางวัลพูลิตเซอร์ ประจำปี 2012 ที่ผ่านมา จากในส่วนของ ข่าวระดับชาติ จากฝีมือของนักข่าวรุ่นใหญ่อย่าง David Wood วัย 66 ปี จากข่าวชุด “Beyond the Battlefield,” เป็นข่าวเกี่ยวกับทหารผ่านศึกที่ได้รับการบาดเจ็บทางร่างการอย่างรุนแรง จากสงครามระหว่างอัฟกานิสถานและิอิรัก นอกเหนือจากการได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ครั้งแรกของ Huffinton Post แล้ว ยังเป็นครั้งแรกของการรายงานข่าวที่ผสมผสานหลายเครื่องมือของ David ด้วยเช่นกัน ทั้งเนื้อหาข่าว ภาพถ่าย อินโฟกราฟิก และคลิปวิดีโอ ซึ่งเขาทุ่มเทเวลากว่า 8 เดือนเพื่อให้ได้เนื้อหาที่เจาะลึก และตีแผ่เรื่องราวเบื้องหลังการเสียสละอันยิ่งใหญ่และหัวใจอันเข้มแข็งเหล่าเหล่าทหารทุกคน

    Arianna Huffington กับปรัชญาการทำงานนักธุรกิจแนวหน้าของโลก

    จัดการกับความล้มเหลวให้เหมือนที่เด็กๆ จัดการกับความผิดหวัง “พวกเขาร้องไห้ พวกเขาโมโห แต่ต่อมาพวกเขาก็จบมัน จบแบบจบจริงๆ…”

    จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของ Huffington Post หนังสือพิมพ์ออนไลน์เชิงพานิชย์อย่างท่วมท้น การได้รางวัลของ Huffington Post นั้นก็ยิ่งเปรียบเหมือนสัญญาณบอกถึงทิศทางการรับข่าวสารของผู้บริโภคในวันนี้ได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากความกล้าตัดสินใจ ในการลุยเดินหน้าพัฒนาเนื้อหาจากเว็บบล็อคสู่หน้าเว็บไซต์ข่าว หรือทักษะการคัดสรรเนื้อข่าวอันดีเลิศ Arianna ยังมาพร้อมกับปรัชญาการทำงานที่ได้ผลเสมอ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วิธีการทำงานของเธอผลักให้เธอได้เป็นนักธุรกิจหญิงแนวหน้าของโลกในวันนี้

     

    1. เปลี่ยนมุมมองของคุณ

    : Arianna กล่าวว่า ความยากเย็นในการประสบความสำเร็จของผู้นำหญิงที่มีศักยภาพนั้นคือ การเข้าใจความหมายของคำว่า อำนาจ ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เธอกล่าวว่า “…ผู้คนคิดว่าอำนาจนั้นเป็นเรื่องของจำนวนคนที่เราสามารถควบคุมได้ โดยระดับที่มากไปกว่านั้นคือ นำจำนวนนั้นไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ” เธอมักกระตุ้นให้ผู้หญิงทำงานไม่ตกหลุมกับดักของการเปรียบเทียบนี้ แต่ให้มุ่งไปที่การตัดสินใจในเรื่องที่เสี่ยง หรือค้นหาโอกาสใหม่ๆ ที่เป็นช่องทางในการเติบโตในเส้นทางการทำงานและนำพาตัวเราไปสู่ความสำเร็จได้

    2. ปล่อยบางคนที่เป็นพิษต่อชีวิต

    : ในชีวิตปกติ เรามักจะพบเจอคนที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีอยู่บ่อยครั้ง แต่เสียงข้างในหัวของเราก็มักจะห้ามเราไม่ให้ลงมือทำอะไรที่ควบคุมไม่ได้ ลองตัดสินใจเลิกกลัวในสิ่งที่ทำให้คุณปวดหัวหรือไม่พึงพอใจ เสียงในหัวคุณไม่ได้อยากทำให้คุณล้มเหลว เพียงแต่เป็นกลวิธีหนึ่งที่คอยปกป้องเราเท่านั้น ดังนั้น เมื่อคุณล้มเหลว ใช้เวลาในการเรียนรู้และเดินต่อไปข้างหน้า ถ้าหากทำได้ คุณจะมีพลังด้านบวกที่เพิ่มมากขึ้น

    3. เป็นเหมือนเด็ก

    : Arianna แนะนำว่าเราควรจัดการกับความล้มเหลวให้เหมือนที่เด็กๆ จัดการกับความผิดหวัง “พวกเขาร้องไห้ พวกเขาโมโห แต่ต่อมาพวกเขาก็จบมัน จบแบบจบจริงๆ…” เด็กๆ จะไม่จำว่าทำไมพวกเขาถึงหัวฟัดหัวเหวี่ยงได้มากขนาดนั้นในครั้งแรก ในฐานะผู้ใหญ่ เราควรเรียนรู้เรื่องแบบนี้จากเด็กๆ บ้าง

    Photo belongs to alvy

    องค์ประกอบของวัฒนธรรมองค์กรที่ดี

     

    “To be an enduring, great company, you have to build a mechanism for preventing or solving problems that will long outlast any one individual leader.” – Howard Schultz, photo belongs to PolandMFA

    สภาพแวดล้อมของการทำงานในแต่ละองค์กรนั้นมีลักษณะเป็นศูนย์รวมของคนทำงานจากหลากหลายที่มา ทำให้แต่ละคนมีความคิดและทัศนะคติที่แตกต่างกันออกไป การทำงานร่วมกับคนอื่นจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ซึ่งถ้าหากต้องการให้คนเหล่านี้ทำงานร่วมกันด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันก็จำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวบางอย่าง เพื่อให้คนทั้งองค์กรเดินไปในทางเดียวกันได้

    วัฒนธรรมในองค์กร (Organization Culture) จึงถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือจะใหญ่ ล้วนต้องมีไว้เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวและเป็นทิศทางกำกับการทำงานสำหรับคนทั้งองค์กรแทบทั้งสิ้น โดยวัฒนธรรมองค์กรจะช่วยปรับแนวคิดของแต่ละคนให้ตัดสินใจไปในทางเดียวกันมากขึ้น และยังส่งผลไปยังลูกค้า ซัพพลายเออร์ และผู้ที่มีส่วนร่วมในองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย

    องค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมองค์กร

    อันที่จริงรายละเอียดปลีกย่อยในองค์ประกอบของวัฒนธรรมองค์กรแต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์หรือทิศทางของบริษัท ตัวอย่างเช่น ในบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการร่วมหุ้นกับบริษัทข้ามชาติ มีเป้าหมายองค์กรที่จะเป็นผู้นำในด้านใดด้านหนึ่งในระดับนานาชาติ อาจจะต้องกำหนดวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานในองค์กรพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ตลอดเวลา และส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับพนักงานอย่างเต็มที่ เป็นต้น แต่หากพูดถึงภาพกว้างๆ ของธุรกิจโดยทั่วไปแล้ว ก็จะมีองค์ประกอบหลักๆ ของวัฒนธรรมองค์กรที่ค่อนข้างจะเป็นสากล และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับแทบทุกธุรกิจ ดังต่อไปนี้

    1. คุณค่าในองค์กร (Core Value)

    คุณค่าองค์กรนั้นอาจเป็นแก่นวิธีคิด ความเชื่อ หรือหลักการสำคัญที่กำหนดขึ้นมาโดยองค์กรให้ทุกคนยึดถือเป็นหลักสำคัญ

    นี่คือหัวใจสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรเลยก็ว่าได้ คุณค่าองค์กรนั้นอาจเป็นแก่นวิธีคิด ความเชื่อ หรือหลักการสำคัญที่กำหนดขึ้นมาโดยองค์กรให้ทุกคนยึดถือเป็นหลักสำคัญ อาจจะเริ่มจากถามก่อนว่าองค์กรเราให้น้ำหนักความสำคัญเรื่องอะไรเป็นเรื่องใหญ่ เช่น เน้นเรื่องความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า เน้นเรื่องความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี หรือเน้นการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่นตลอดเวลา เป็นต้น และให้นำหลักคิดนั้นมาประยุกต์และปรับใช้ในทุกๆ เรื่องในการทำงานและการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ

    นอกเหนือจากคุณค่าองค์กรที่ใช้ในการทำงาน บางครั้งก็อาจจะรวมไปถึงชีวิตส่วนตัวนอกบริษัทด้วย เช่นที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยหรือ SCG มีคุณค่าองค์กรเรื่องการตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานและใช้ชีวิต แม้ขณะที่อยู่นอกบริษัท องค์กรก็คาดหวังว่าพนักงานจะยังคงยึดถือคุณค่าเรื่องความปลอดภัยตลอดเวลา เป็นต้น

    คุณค่าขององค์กรนี้ควรปลูกฝังให้กับพนักงานทุกๆ คนให้เข้าใจและรับทราบตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเข้ามาทำงาน พร้อมทั้งบอกวิธีการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อไม่ให้คุณค่าเหล่านี้เป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่ทุกคนจำได้ แต่ไม่มีความหมายใดๆ เลย

    2.สร้างความผูกพันระหว่างพนักงานทุกฝ่าย

    กิจกรรมสันทนาการ

    กิจกรรมสันทนาการถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการสร้างความผูกพันในองค์กร เพื่อทำให้การทำงานและการใช้ชีวิตในที่ทำงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและเกิดความสามัคคีในหมู่คณะ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้คนในองค์กรเกิดความสนิทสนมกันมากขึ้น โดยกิจกรรมที่ว่าอาจไม่ใช่แค่ตัวพนักงานแต่รวมถึงคนในครอบครัวของพนักงานแต่ละคนให้เข้ามามีส่วนร่วมอีกด้วย

    3. ชื่นชมคนทำดี

    กำลังใจถือเป็นแรงผลักดันให้คนที่ตั้งใจทำงานเดินหน้าต่อไปโดยไม่ย่อท้อ หมั่นสังเกตบ่อยๆ ว่ามีใครในองค์กรที่ทำงานได้ดี ซึ่งเพียงแค่คำชมหรือของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นกำลังใจที่สามารถทำให้พวกเขาพยายามให้ดีขึ้นต่อไปได้อีกในครั้งต่อๆ ไป โดยการประกวดพนักงานดีเด่นประจำเดือนหรือประจำปี ก็เป็นอีกวิธีหนี่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนในองค์กรพยายามทำงานให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

    4. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับชุมชน

    กุญแจสำคัญขององค์กรที่ประสบความสำเร็จก็คือการเชื่อมโยงกับชุมชน และตอบแทนบางสิ่งคืนให้กับสังคมบ้าง

    กุญแจสำคัญขององค์กรที่ประสบความสำเร็จก็คือการเชื่อมโยงกับชุมชน และตอบแทนบางสิ่งคืนให้กับสังคมบ้าง อย่างเช่น ถ้าเรามีโรงงานติดแม่น้ำ เราก็ควรรับผิดชอบต่อสังคมโดยการไม่ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลองที่อยู่ในละแวกชุมชนเหล่านั้น การจัดกิจกรรมทางการกุศล เช่น บริจาคเลือด หรือถ้าเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติต่างๆ ก็เข้าไปให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะสร้างความประทับใจและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับชุมชนแล้ว ยังทำให้พนักงานในองค์กรของเราภูมิใจที่ได้ทำอะไรเพื่อชุมชนด้วย

    5. เอาใจใส่พนักงาน

    ปัจจัยหนึ่งของความภักดีของพนักงานขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของหัวหน้า มีหลากหลายวิธีที่เราสามารถแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสำคัญต่อองค์กรของเราขนาดไหน การทำบันทึกเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของพนักงานแต่ละคนไว้ในระบบ อย่างเช่น วันเกิด วันแต่งงาน วันรับปริญญาหรือวันสำคัญอื่นๆ ในชีวิต เพื่อแสดงความยินดี หรือจัดกิจกรรมฉลองเล็กๆ น้อยๆ ให้กับพนักงานเหล่านั้น

    ซึ่งการเอาใจใส่นั้นไม่สำคัญว่าใครจะอยู่ตำแหน่งไหน ไม่ว่าจะสูงกว่าหรือต่ำกว่า ก็ควรทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ในทุกๆ ระดับขององค์กร และเอาใจใส่ให้กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมเท่าที่จะทำได้

    6. ส่งเสริมการเรียนรู้

    seminar

    พนักงานทุกคนไม่ว่าจะตำแหน่งไหนๆ ก็ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งการที่จะเติบโตขึ้นไปได้ต้องอาศัยการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอยู่เสมอ องค์กรที่แข็งแรงจึงควรสนับสนุนการอำนวยความสะดวกในการพัฒนาตัวเองให้พนักงาน เพื่อช่วยผลักดันให้พนักงานกระตือรือร้นที่จะเพิ่มศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้น เช่น การเชิญวิทยากรมาบรรยายเรื่องน่ารู้ต่างๆ ส่งเสริมโดยการสนับสนุนค่าเรียนในการอบรมภายนอกอย่าง คอร์สเรียนภาษาต่างประเทศ คอร์สพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรอง การวางแผนการตลาด การบริหาร ต่างๆ หรือแม้แต่ระบบการเรียนออนไลน์ที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า ซึ่งการอำนวยความสะดวกทั้งหมดนี้จะช่วยให้พนักงานมองเห็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง และยังเป็นการช่วยออกแบบให้การเรียนรู้มีรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    7. สร้างความต่อเนื่อง

    อีกหนึ่งคุณลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่ควรต้องมีคือความต่อเนื่อง ไม่ว่าองค์กรเราจะมีโครงการอะไร สิ่งสำคัญที่ควรทำคือสร้างความต่อเนื่องให้กับโครงการหรือกิจกรรมนั้นๆ เพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา เพราะการทำแบบฉาบฉวยมักจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ตามมา เช่น การจัดชมรมต่างๆ ก็ต้องมีการป้อนกิจกรรมและมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของกิจกรรม และดึงดูดให้คนเข้าร่วมอยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่กิจกรรมการกุศลก็เช่นกัน ควรมีความต่อเนื่องและไม่ควรทำเพื่อเกาะกระแสสังคมต่างๆ เท่านั้น

    8. รับรู้ประวัติความเป็นมา

    ประวัติความเป็นมาจะทำให้พนักงานเกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมและแนวทางการทำงานต่างๆ ในองค์กรมากขึ้น เพื่อให้เดินไปสู่จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนขึ้นในองค์กร

    มีน้อยคนนักที่จะรู้ประวัติความเป็นมาขององค์กร ถ้าพนักงานได้รับรู้ว่าองค์กรเกิดขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ความตั้งใจแบบไหน ต้องผ่านอะไรมาและสร้างชื่อเสียงอะไรมาบ้าง พวกเขาคงภูมิใจไม่น้อยที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในองค์กร นอกจากนี้ประวัติความเป็นมาจะทำให้พนักงานเกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมและแนวทางการทำงานต่างๆ ในองค์กรมากขึ้น เพื่อให้เดินไปสู่จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนขึ้นในองค์กร โดยสิ่งเหล่านี้เราเริ่มได้โดยการแบ่งเวลาส่วนหนึ่งวันปฐมนิเทศเพื่อให้พวกเขารับรู้เลยว่ากำลังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของอะไรอยู่

     

    วัฒนธรรมในองค์กรสามารถสร้างขึ้นได้ไม่เว้นแม้ธุรกิจเล็กๆ อย่างร้านขายอาหาร เช่น การเอาใจใส่ลูกค้าเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ โดยการใช้รอยยิ้มบริการลูกค้าและบริการด้วยความเต็มใจ เอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ เหล่านี้ก็ถือเป็นวัฒนธรรมดีๆ อีกอย่างสำหรับธุรกิจบริการแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าจะองค์กรใหญ่หรือเล็กล้วนต้องใช้สิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อปรับทัศนคติจากคนหลากหลายที่มาให้มีการตัดสินใจไปในทางเดียวกันและเดินหน้าไปด้วยกันที่จุดมุ่งหมายที่บริษัทได้กำหนดไว้

    photos belong to Voka – Kamer van Koophandel Limburg, joshwept

     

    ที่มา: incquity

    การแก้ปัญหา เมื่อมีพนักงานรู้สึกเหมือนกำลังถ่วงทีม

    “After every storm the sun will smile; for every problem there is a solution, and the soul’s indefeasible duty is to be of good cheer.” ~ William R. Alger me and the sysop
    ปัญหาที่ความสามารถของคนในทีมมีความเหลื่อมล้ำกัน ขนาดที่ทำให้เพื่อนในทีม–หรือแม้แต่หัวหน้าเอง–เริ่มรู้สึกว่าใครคนหนึ่งในทีมนั้นไม่เก่ง เก่งไม่พอ

    ผมเชื่อนะครับว่าถ้าลองเคยได้เป็นหัวหน้าคนมาก่อน ไม่มีใครไม่เคยเจอปัญหานี้ ปัญหาที่ความสามารถของคนในทีมมีความเหลื่อมล้ำกัน ขนาดที่ทำให้เพื่อนในทีม–หรือแม้แต่หัวหน้าเอง–เริ่มรู้สึกว่าใครคนหนึ่งในทีมนั้นไม่เก่ง เก่งไม่พอ หรือแม้แต่ “เป็นตัวถ่วง” นั่นก็สุดแท้แต่เราจะเรียก แต่เพื่อไม่ให้เป็นการตัดสินมากเกินไปในเรื่องนี้ผมจึงอยากจะขอเรียกว่าเป็นเรามี “ลูกทีมผู้กำลังมีปัญหา” แทน และคิดว่าหลังจากบทความนี้จบลงเราน่าจะเห็นตรงกันว่า หลายครั้งปัญหานี้ก็ไม่ได้เกิดจากพวกเขาทั้งหมดเสียทีเดียว

    meeting

    เพราะถ้าจะมองกันอย่างยุติธรรม วิจารณญาณของหัวหน้าเองนั้นต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่วันแรกที่ต้องพิจารณารับใครสักคนเข้ามาเป็นลูกน้องในทีมอยู่แล้ว เพราะการเติมคนเข้ามาในทีมซึ่งเป็นเรื่องที่มีข้อจำกัดทั้งจำนวนคนและงบประมาณนั้น ผู้บริหาร (หรือแม้แต่ผู้จัดการ) ที่ดีก็ต้องคำนึงถึงว่าคนๆ นั้นจะสามารถเข้ามาเสริมทีมงานให้แข็งแรงขึ้นได้ในลักษณะใดไว้ก่อนจะตัดสินใจรับคนเข้าทำงาน และต้องคัดเลือกมาอย่างดีที่สุดเสมอ แต่หากผู้เป็นหัวหน้าจำเป็นต้องรับเข้ามาด้วยความจำใจ หรือละเลยจะใส่ใจแบบ “แมวสีอะไรก็จับหนูได้” จนภายหลังเกิดเป็นปัญหาพนักงานที่ได้มีความสามารถไม่ตรงหรือถึงขึ้นไม่มีความสามารถขึ้นมาจริงๆ หากเกิดกรณีนี้ ไม่ควรปฏิเสธว่าความผิดพลาดและความรับผิดชอบครั้งนี้น่าจะเกิดจากเราซึ่งเป็นผู้ดูแลทีมมากกว่า

    แต่วัตถุประสงค์ของเรื่องนี้ก็ไม่ใช่การเพ่งเล็งที่ใครผิดหรือใครถูก แต่เป็นการมองสถานการณ์จากความเป็นจริงว่าผู้คนในเหตุการณ์สมมติของเรานี้ “รู้สึกอย่างไร” เมื่อปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้เกิดขึ้น และการแก้ปัญหาที่ดีนั้นควรเกิดขึ้น ณ จุดไหนและอย่างไรมากกว่า

    สภาพของผู้คนในปัญหา

    ก่อนอื่นขอให้เรามาปรับความเข้าใจในใจสักเล็กน้อย ว่ากระบวนการการแก้ปัญหาเหล่านี้นั้นตั้งอยู่บนสภาพดังต่อไปนี้

    • ให้ถือว่าโดยพื้นฐานแล้ว ลูกทีมทั้งหมดถูกคัดเลือกโดยหัวหน้าทีมมาแล้วเป็นอย่างดี แปลว่าถ้าอยู่ในสภาวะที่ดี ลูกทีมเหล่านี้จะไม่มีปัญหาทั้งด้านความสามารถและความตั้งใจในการทำงาน
    • ให้ถือว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระหว่างการแก้ไขหรือปัญหาเรื้อรัง ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านเลยไปแล้ว

    โดยในแต่ละหัวข้อผมจะใช้เวลาอธิบายสภาพทีมสักเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายถึงกระบวนการตัดสินใจของหัวหน้าซึ่งควรจะเกิดในหน้างานตามลำดับ

    สถานการณ์

    ทุกครั้งที่ทีมเริ่มอยู่ในสภาวะว่ามีใครคนใดคนหนึ่งในทีมเริ่มทำงานช้ากว่าคนที่เหลือ ในสภาวะนี้จะเกิดคนอยู่ 3 กลุ่มขึ้นในทีมเสมอ คนกลุ่มที่ 1 คือคนที่ตามใครไม่ทันคนนั้นเองซึ่งมักออกอาการหดหู่และหมดกำลังใจในการทำงาน กลุ่มที่ 2 คือคนที่เริ่มตั้งคำถามต่อสถานการณ์ (หรือหลายครั้งเป็นการตั้งคำถามต่อคนกลุ่มแรก) ว่าเกิดอะไรขึ้น และอาจตั้งคำถามกับหัวหน้าไปพร้อมๆ กันด้วยว่าเลือกเข้ามาได้อย่างไรและจะจัดการอย่างไรต่อไป? และคนกลุ่มสุดท้ายคือผู้มีอำนาจในการจัดการเพื่อให้ปัญหานี้ลุล่วงไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งโดยมากจะหมายถึงตัวหัวหน้าเอง

    1.ลูกทีมผู้กำลังตั้งคำถาม (Questioners = Q)

    ที่พูดถึงลูกทีมกลุ่มนี้ก่อนเพราะอีกกลุ่มมีแนวโน้มจะสร้างปัญหาให้น้อยกว่า

    คนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนผู้เร่งปฏิกิริยาไปยังคนอื่นๆ ในทีม เพื่อต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และต้องการให้เกิดการแก้ไข

    ปัญหาของกลุ่มลูกทีมที่ตั้งคำถามนั้นคือ เมื่อเขาดูเหมือนมองเห็นปัญหาบางอย่างในทีม แต่กลับไม่สามารถทำให้ปัญหานั้นลุล่วงไปได้เพราะอำนาจในการแก้ไขนั้นไม่ได้อยู่ในมือของตน ผลที่ตามมาคือความรู้สึกอยากจะบอกกับทีม (หรือหัวหน้า) ว่าตนรู้ปัญหานะ และต้องการให้เกิดการแก้ไข ซึ่งการอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานๆ นั้นมักมีส่วนให้คนกลุ่มที่ 1 นี้ค่อยๆ มีปฏิกิริยาไปยังคนอื่นๆ ในทีมชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสักอย่างแล้ว ซึ่งหัวหน้างานก็ไม่ควรละเลยการตอบสนองเมื่อถึงจังหวะและเวลาดังกล่าว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จนถึงขั้นรุนแรง รอยร้าวมักเกิดขึ้นในคนกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนกลุ่มที่ตั้งใจทำงานและทำได้ดีเป็นปรกติ แต่กลับรู้สึกว่ามีปัญหาบางอย่างที่ยุ่งยากใจและมาทำให้บรรยากาศในการทำงานไม่น่าอภิรมย์อีกต่อไป

    2.ลูกทีมผู้กำลังมีปัญหา (Strugglers = S)

    ลูกทีมผู้เศร้าสร้อย หดหู่ ผู้โทษตัวเองว่าความสามารถของตนอาจไม่เหมาะกับการทำงานอีกต่อไป เริ่มพิจารณาว่าตัวเองหมดกำลังใจทั้งในชีวิตและการทำงาน และทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่การขอลาออกเป็นลำดับต่อไป เคยเห็นลูกทีมของเราเป็นอย่างนี้ไหมครับ?

    squeezing

    เรามักพบปัญหาทำนองนี้ในบริษัท Startups (ธุรกิจเริ่มต้น) ที่มีหลายสิ่งต้องทำ แต่มีจำนวนคนน้อยมาก เป็นเหตุให้ทีมหนึ่งคนจำเป็นต้องทำได้หลายสิ่ง เกิดการหมุนเวียนคนในทีมเพื่อไปช่วยกันแก้ปัญหา และปัญหานี้จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อคนที่เข้ามาในทีมอาจทำได้เพียงสองในสามสิ่งที่มีงานรออยู่ และขณะนี้เขาได้รับมอบหมายงานที่สามไว้ในมือ

    3.หัวหน้าผู้เห็นปัญหา

    ถ้าให้มองอย่างยุติธรรมที่สุดผมจะขอมองว่าหัวหน้าส่วนใหญ่น่าจะตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่จะไม่สามารถนำเสนอความรู้สึกนี้ออกมาได้ชัดเจนนักเพราะรู้ดีว่าลูกทีมทั้งสองฝ่ายนั้นกำลังพยายามทำอย่างดีที่สุดที่จะไม่ให้ทีมสั่นคลอน แต่การที่อีกฝ่ายหนึ่งตัดสินใจอดทน พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดและพยายามจะไม่พลาด (ซึ่งน้อยครั้งที่จะเป็นไปได้) กับที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องพยายามประนีประนอมกับไฟในใจของตัวเองที่พลุ่งพล่าน (ไม่ว่าจะด้วยความอยากเข้าไปช่วยแต่งานตัวเองก็ล้นมือ หรือลุ้นจนตัวโก่งแล้วว่าเรื่องเหล่านี้จะจบอย่างไร) เชื่อเถิดครับว่านี่เป็นแรงกดดันทีมเชิงลบซึ่งไม่ใช่บรรยากาศที่หัวหน้างานคนไหนฝันอยากจะให้เกิดขึ้นเลย

    ผลที่ตามมาของปัญหานี้

    กรณีต่างๆ ที่เป็นผลพวง (ส่วนใหญ่เป็นผลเสีย) จากปัญหามักออกมาในรูปแบบเหล่านี้

    • หัวหน้าปกป้อง [S] จาก [Q] อย่างไม่มีที่มาที่ไป จนเกิดกรณี “ลูกรักลูกชัง”
    • หัวหน้าตัดสินใจจี้หรือลงรายละเอียดกับ [S] ยังผลให้เครียดมากและผลงานตกลงอีก
    • [S] ตัดสินใจลาออกกลางครัน ทำให้ระบบงานเสียหาย
    • [Q] ส่งปฏิกิริยาแข็งกร้าวเข้ามาสู่ทีมทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่การพูดประชดประชัน ทำงานกระทบกระเทียบ ไปจนถึงควบคุมไม่อยู่และถือวิสาสะแสดงออกเป็นคำพูดหรือพยายามลงมือแก้ปัญหาเองทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์ในการลงมือ
    • หรือในทางตรงกันข้าม [Q] อีกส่วนหนึ่งอาจหาคำตอบประนีประนอมให้กับตัวเองได้ว่าคงไม่มีอะไรและหัวหน้ากำลังดูแลอยู่ แต่เกิดกำลังใจถดถอยเพราะรู้สึกว่างานที่ทำนั้นยากขึ้น เพราะงานบางส่วนที่ควรคืบหน้าได้ง่าย (ในความรู้สึกของเขา) กลับไม่คืบหน้าเลย กลายเป็นที่มาของ “กำลังใจถดถอยยกทีม”
    • หัวหน้าไม่ตัดสินใจทำอะไรเลยจนเกิดคนลาออก คนไม่สบายใจและสิ่งต่างๆ ข้างต้น

    ซึ่งกรรมวิธีการปัญหานี้ส่วนที่ต้องเริ่มจากหัวหน้าทีม จากประสบการณ์พบว่าควรเกิดขึ้น 3 ขั้นตอนตามลำดับดังต่อไปนี้

    1.สำรวจสภาพงาน (Job Description Investigation)

    เรียกประชุมกับเฉพาะลูกทีมที่กำลังมีปัญหาก่อน โดยจุดประสงค์ในการประชุม คือการถามถึงปัญหาและรับฟังเพื่อนำมาวางแผนปรับทีม

    การสอบถามความไม่สบายใจ “เฉพาะด้านที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน” นั้นเป็นภาคบังคับของการเป็นหัวหน้าทีม แต่ส่วนด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลชีวิตส่วนตัวของลูกทีมนั้นถือเป็นความสามารถพิเศษส่วนตัวของหัวหน้าแต่ละท่านไปซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึง

    ผมเสนอว่าให้เรียกประชุมกับเฉพาะ [S] ก่อน (ในบางกรณีที่มี [S] มากกว่าหนึ่งคน เสนอให้เรียกประชุมทั้งหมดพร้อมกัน) โดยจุดประสงค์ (Agenda) ในการประชุม คือการถามถึงปัญหาและรับฟังเพื่อนำมาวางแผนปรับทีมแบบที่น่าจะคืบหน้าได้มากกว่าแทน

    1. การถามปัญหาไม่ควรเปิดประเด็นหรือพุ่งตรงไปที่สถานการณ์ในทีมหรือสถานะของงานในปัจจุบัน หรือเร่งร้อนพูดถึงผลการทำงานในปัจจุบัน นั่นเพราะเราควรเชื่อว่าผู้ฟังนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    2. ควรโฟกัสไปที่ปัญหาด้านความสามารถของ [S] เพื่อหาคำตอบว่างานที่มอบหมายให้นั้นไม่เหมาะสมหรือไม่ถนัดจริงๆ หรือไม่ หรือเป็นเพียงการด้อยประสบการณ์
    3. จากประสบการณ์ การถามเมื่อความเข้มข้นของสถานการณ์งวดเข้ามาถึงจุดที่เกือบเป็นอันตรายแล้วนั้น เราสามารถเลือกใช้กลุ่มคำถามที่ตรงไปยังปัญหาได้เช่นกัน แต่ชั้นเชิงหรือความละเมียดละไมในการสอบถามนั้นก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่อาจให้ผลแตกต่างกันออกไปตามสภาพความเป็นจริง หัวหน้างานแต่ละท่านย่อมต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม และคำนึงถึงผลของการถามด้วยว่าจะให้ผลกลับมาอย่างไร
    4. ข้อสรุปที่ได้จากการประชุม ควรเป็น “สภาพการทำงานหรือตำแหน่งเล่นในทีม” ที่เหมาะสมมากขึ้นในรายละเอียด ซึ่งอาจเกิดต่อหน้าผู้ร่วมประชุม หรืออยู่ในใจหัวหน้าก่อนก็ได้

    หลังจากนั้นจะเข้าสู่การ Brainstorming หรือจะสั่งปรับการทำงานเลยนั้นให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าทีม

    2.ประชุมทีมรวม (Brainstorming)

    จุดประสงค์ของการประชุมทีมเพื่อฟังความในใจเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวจากทีมให้ครบทุกด้าน

    การแสดงความรับรู้และให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของลูกทีมเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นยิ่งยวด เพราะไม่ใช่แค่ผลดีระยะสั้นอย่างการซื้อใจเท่านั้น แต่ประโยชน์ระยะยาวที่หัวหน้าทีมได้คือ ในสถานการณ์ทำนองนี้ลูกทีมมีแนวโน้มจะแสดงด้านที่ทรงพลัง (และค่อนข้างแข็งกร้าว) ของตนเองออกมา ซึ่งบางจุดอาจเป็นข้อดีที่อาจนำไปสู่การปรับตำแหน่งงานที่เหมาะสมขึ้นให้ได้

    meeting

    จุดประสงค์ของการประชุมทีมเพื่อฟังความในใจเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวจากทีมให้ครบทุกด้าน แต่ความกังวลเรื่องผลกระทบจากการระบายของ [Q] นั้นได้ถูกรองรับไว้ด้วยการประชุมกับ [S] ก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นการประนีประนอมซึ่งจะเกิดโดยหัวหน้านั้นจะช่วยให้ [S] ที่ต้องนั่งฟังและดูเหมือนไร้ทางโต้ตอบใดๆ คลายความกังวลไปได้บ้าง

    1. เรียกประชุมทั้งทีม และประเมินสถานการณ์ปัจจุบันของงานที่ทำอยู่อย่างย่อๆ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาให้ตรงกัน ไม่ใช่เวลามากจนเกินไปในการเกริ่นนำ
    2. เปิดโอกาสให้ [Q] ได้พูดอย่างเต็มที่ หัวหน้าเป็นผู้บันทึกประเด็นต่างๆ บนกระดาน นำไปสู่การทำความเข้าใจตามข้อสรุปที่ต้องการได้ในภายหลัง และควรคุมเวลาประชุมไม่ให้ยาวจนเกิดความเครียดสะสม
    3. จากประสบการณ์ตรง การถามนำนั้นควรเริ่มจากการถามประเด็นออกจากสถานการณ์ปัจจุบันของงานที่ทำอยู่โดยพิจารณาเป็นท่อนๆ ตามลำดับของงานที่เกิด จะช่วยให้ [Q] ลำดับประเด็นปัญหาต่างๆ ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น
    4. ข้อสรุปที่ควรได้จากการประชุม คือ “ทิศทางของทั้งทีม” ที่น่าจะปรับเปลี่ยนไปในทางใดแล้วจะได้ผลรวมของการทำงานที่ดีขึ้น โดยควรตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้ก่อนหน้านี้
    5. ข้อพึงระวังที่สำคัญมาก คืออย่าชักนำไปในทางที่ทำให้เกิดการลงรายละเอียดของปัญหาโดยไม่จำเป็น นั่นเพราะหากหัวหน้าทีมเข้าใจปัญหานี้ดีตั้งแต่แรกจะทราบว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพของลูกทีมคนหนึ่งคนใด แต่เกิดจากการมอบหมายงานโดยไม่เข้าใจข้อจำกัดของทีม ซึ่งเป็นปัญหาของหัวหน้าทีมที่ต้องเรียนรู้และปรับการประเมินความสามารถใหม่ตามสภาพการณ์

    3.ปรับทีม (Job change)

    สิ่งหนึ่งที่ทีมต้องเข้าใจ คือ เมื่องานพบอุปสรรค นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดแต่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารูปการณ์ในปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมสำหรับทีมอีกต่อไปแล้ว

    ความสำคัญของการทำงานในลักษณะบริษัท คือ ผลงานที่ได้ออกมานั้นเป็นภาพรวมของทีม เช่นเดียวกับการเป็นกรรมการค่ายหรือทำงานกลุ่ม ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ทีมต้องเข้าใจ คือ เมื่องานพบอุปสรรค นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดแต่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารูปการณ์ในปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมสำหรับทีมอีกต่อไปแล้ว

    สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในการปรับทีมหลังการประชุมทั้งสองฝ่าย หัวหน้าทีมอาจประมวลได้ผลแตกต่างกันไปหลายรูปแบบดังนี้

    • จำเป็นต้องปรับตำแหน่งในทีมให้ [S] ไปอยู่ในตำแหน่งที่ทำงานได้ประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้งานยังเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้
    • ถามหาความสมัครใจจาก [Q] ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วย [S] และปรับตำแหน่งในลักษณะ “เสริมทีม” ให้กับ [S] โดยอาจใช้การทำรายงานของ [S] ประกอบเพื่อสร้างการเรียนรู้ในตำแหน่งงาน
    • หากประเมินจากการประชุมทั้งสองนัดแล้วว่าทั้ง [S] และ [Q] ต่างก็ไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้เนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวเกินกว่าความสามารถของทั้งทีมจริงๆ กระบวนการการสรรหา Outsource จากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือก็อาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ต้องทำ
    • หากทีมมีจำนวนคนจำกัดมาก อาจใช้วิธีให้หัวหน้าทีมลงไปเสริมการทำงานในส่วนนี้แทน แม้จะเป็นวิธีที่เป็นไปได้ แต่จากประสบการณ์พบว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดีเพราะน้ำหนักในการจัดการอาจตกไป นำไปสู่การเกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมาโดยไม่จำเป็น
    • นอกจากนั้นยังมีวิธีการอย่างการนำ [S] ออกจากระบบหากไม่อยู่ในสภาวะที่ใจสามารถทำงานต่อไปได้อีกแล้ว และการลาพักผ่อนเพื่อรวบรวมสติ บางกรณีควรเปิดโอกาสให้ทำได้หากพอมีกำลังทีมทดแทน

     

    ทรัพยากรบุคคลนั้นบริหารยากก็จริง แต่ไม่ถึงกับทำไม่ได้ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า “ไม่มีอะไรเป็นสูตรตายตัวที่ดีเสมอไป” แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้พอจะเป็นวิธีเริ่มต้นที่น่าจะพอทำให้เห็นหนทางในการนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้บ้าง เชื่อว่าคุณผู้อ่านน่าจะได้ประโยชน์จากการพยายามหาหนทางที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหานี้สำหรับทีมของท่านได้เองในที่สุด

    photos belong to Joe Houghton, Greencolander and Bill Ward’s Brickpile

    ที่มา: http://incquity.com

    Categories