3G ให้อะไรกับธุรกิจ

ความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นกระแสที่ทุกคนให้ความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะหันมองไปทางด้านไหนก็เห็นแต่เทคโนโลยีที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาทั้งนั้น เมื่อมานั่งไตร่ตรองคิดดูอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วจะเห็นว่ามนุษย์ออกแบบเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น และเทคโนโลยีซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างมากในปัจจุบัน และน่าจะสร้างประโยชน์ให้วงการธุรกิจได้มากหลายหมื่นล้านเลยก็คือเทคโนโลยี 3G ลองมาดูกันดีว่าเทคโนโลยีตัวนี้มีประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจอย่างไร
3G หรือมาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Network) เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการกล่าวถึงและพัฒนามานานกว่า 10 กว่าปีก่อนโดยบริษัทญี่ปุ่น ซึ่ง 3G คือระบบการสื่อสารความเร็วสูงแบบไร้สาย สามารถส่งผ่านข้อมูลมัลติมีเดียรูปแบบต่างๆ เป็นการรวมกันระหว่างการนำเสนอข้อมูลผสมผสานกับรูปแบบเทคโนโลยี ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมและพัฒนามาจากเดิมคือ 2G ที่ประเทศไทยกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ด้วยความที่ 3G ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับประเทศไทยขณะนี้และยังไม่มีการเปิดให้ใช้อย่างเต็มรูปแบบด้วย ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ประโยชน์ที่ธุรกิจของเราจะได้รับจากเทคโนโลยีตัวนี้กัน
1. ความรวดเร็วในการส่งผ่านข้อมูล
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลกก็สามารถส่งผ่านข้อมูลทั้งในรูปแบบคำพูดหรือข้อความต่างๆ เพราะหลายครั้งความสำเร็จของธุรกิจตัดสินกันเป็นวินาที เราขอยกตัวอย่างเช่น หากเรากำลังรอข้อมูลสำคัญเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในเซ็นสัญญาซื้อขาย โดยเราได้สั่งลูกน้องให้ออกไปหาและเก็บข้อมูลดังกล่าวนอกสถานที่และให้รายงานผลกลับมาในทันทีเพราะมีคู่แข่งรอจะทำการซื้อขายอยู่เช่นกัน แต่ปรากฏว่าการทำการซื้อขายเกิดผิดพลาด บริษัทคู่แข่งได้สัญญาดังกล่าวไป เพราะเรามัวแต่รอข้อมูลซึ่งส่งมาให้ช้าเกินไปเพราะใช้เทคโนโลยีแบบเดิมๆ จะเห็นได้ว่าความรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้เราสามารถสร้างความได้เปรียบทางด้านข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวนักในธุรกิจ ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากเราสามารถเป็นผู้เข้าตลาดและออกจากตลาดก่อนเป็นคนแรก ธุรกิจของเราจะได้เปรียบคู่ต่อสู้ขนาดไหน
2. ใช้บริการมัลติมีเดียได้มากขึ้น
จุดนี้เป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งของเทคโนโลยี 3G ที่เพิ่มเข้ามาจากเทคโนโลยีเดิมในปัจจุบัน เราสามารถรับชมโทรทัศน์หรือฟังวิทยุผ่านโทรศัพท์มือถือได้ นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟกซ์ โทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศ รับส่งข้อความหรือไฟล์ภาพขนาดใหญ่ อาทิ คุณกำลังมองหาที่ดินใจกลางเมืองเพื่อปลูกสร้างสำนักงานหรือซื้อเพื่อเก็งกำไรในอนาคต เราก็สามารถถ่ายรูปแล้วส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตีราคาประเมินเพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ หรือบางทีเราอาจใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อรับชมรายการวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดหุ้นในกรณีที่เราอยู่นอกสถานที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกก็ตาม หรือเราอาจรับชมวิดีโอการสัมมนาก็ยังสามารถทำได้ เรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง
3. ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสารได้ทั่วโลก
เจ้าของธุรกิจหรือนักบริหารทั้งหลายมักต้องประชุมทางธุรกิจกันบ่อยครั้ง และก็บ่อยครั้งเช่นกันที่เรามีนัดประชุมทางธุรกิจในเวลาเดียวกับที่เราติดธุระสำคัญจนไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขด้วยเทคโนโลยี 3G ซึ่งจะช่วยให้เี่ราสามารถเข้าร่วมประชุมได้จากทั่วทุกมุมโลก โดยผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video conference) และไม่แน่ว่าการพูดคุยกับลูกค้าแบบเห็นหน้ากันอาจกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต
4. เชื่อมต่อข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
ความสามารถในการเข้าถึงและเชื่อมต่อข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นศักยภาพสูงสุดที่ 3G มีเหนือกว่าระบบแบบเดิมๆ อีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอีกต่างหาก เราสามารถเข้าดูข้อมูลตามเว็บไซต์ผ่านอินเทอร์เน็ตทางโทรศัพท์มือถือ นอกเหนือจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์และอัพโหลดไฟล์เอกสารสัญญาการซื้อขายต่างๆ ได้อีกด้วย ที่พิเศษมากกว่านั้นคือเป็นการเปิดประตูสู่การทำธุรกรรมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การโอนเงินออนไลน์ไปยังธนาคารต่างๆ จะมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นหากคิดในทางกลับกัน เรายังสามารถเป็นผู้ให้หรือผู้ส่งข้อมูลข่าวสารและโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ ของบริษัทไปยังผู้บริโภคได้อีกด้วย นับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนการสื่อสารทางกรตลาดไปอย่างสิ้นเชิง
เห็นได้ว่าเทคโนโลยี 3G ซึ่งเริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยในขณะนี้มีประโยชน์มากแึค่ไหนต่อธุรกิจ ซึ่งเราสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับบริษัทได้อีกทางหนึ่งด้วย ที่สำคัญคือเราต้องเริ่มปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีตัวใหม่นี้ให้เร็วที่สุด ให้สามารถควบคุมหรือดัดแปลงประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับธุรกิจ เพราะการที่เราสามารถเดินนำหน้าคนอื่นแม้แต่เพียงครึ่งก้าวก็สามารถสร้างความแตกต่างทางธุรกิจได้มากมายมหาศาลแล้ว
ที่มา: incquity
6 สิ่ง ธนาคารใช้พิจารณาก่อนอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ

การขอสินเชื่อจากธนาคารเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจมักจะใช้เป็นตัวเลือกแรกในการหาเงินทุนมาให้กับทางบริษัท จึงกลายเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยความที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผู้คนในวงการนี้เอง ส่งผลทำให้มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากแห่แหนกันมาใช้บริการสินเชื่อจากทางธนาคารอย่างล้นหลาม ในขณะที่ธนาคารก็ปล่อยให้กู้สินเชื่อได้ในจำนวนและวงเงินที่จำกัด เลยกลายเป็นที่มาของการพิถีพิถันอย่างที่สุดในการพิจารณาให้สินเชื่อกับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่ต้องการจะขอสินเชื่อมักจะเอาความต้องการของตนเองเป็นหลักในการกู้เงินว่าจะมีวิธีการเขียนและนำเสนออย่างไรให้ผ่านการพิจารณาและได้รับเงินกู้ จนละเลยสิ่งที่ธนาคารต้องการไป กลายมาเป็นจุดอ่อนของการขอสินเชื่อเพราะยึดถือเอาความต้องการของตนเองมาเป็นหลัก ส่งผลให้มีโอกาสสูงที่จะถูกปฏิเสธกลับมา
วิธีแก้ทางในเรื่องปัญหาดังกล่าวที่ดีที่สุดก็คือต้องลองเปิดใจกว้างและลองมองดูในมุมของธนาคารว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจอย่างไรจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของปัญหานี้ โดยผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อแห่งหนึ่งได้แนะนำสิ่งที่ใช้พิจารณาการอนุมัติสินเชื่อจากมุมมองความต้องการของธนาคารไว้ดังต่อไปนี้
จำนวนเงินที่ต้องการกู้
สิ่งที่ทุกธนาคารใช้พิจารณาก่อนเป็นอันดับแรกนั่นก็คือเรื่องของจำนวนเงินที่ผู้ประกอบการยื่นคำร้องขอกู้กับทางธนาคาร โดยจำนวนเงินที่ขอกู้ถือเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายของการอนุมัติเลยทีเดียว ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดของผู้ประกอบการคือจะต้องมีการคำนวณเรื่องของจำนวนเงินมาเป็นอย่างดี คือ อย่าขอมากหรือน้อยเกินไปจากความต้องการที่แท้จริงเพราะจะกลายเป็นที่มาและแหล่งเพาะพันธ์ุปัญหาทางการเงินในอนาคต ถ้าตัดสินใจในเรื่องของจำนวนเงินที่ต้องการขอกู้จากทางธนาคารผิดพลาด
มูลค่าของหลักประกัน
มูลค่าของหลักประกันจะเข้ามามีบทบาทในเรื่องของจำนวนวงเงินที่จะได้รับการอนุมัติจากธนาคาร เพราะต้องเข้าใจหลักการเบื้องต้นของการวางหลักประกันก็เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากเกิดข้อผิดพลาดที่ผู้กู้ไม่สามารถใช้คืนเงินตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ทางธนาคารก็จะทำการยึดหลักประกันที่ได้นำมายื่นเอาไว้เพื่อทำการขายทอดตลาดเพื่อชดเชยความเสียหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นมูลค่าของหลักประกันจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อทั้งตัวธนาคารและผู้ขอเงินกู้ถ้าหลักประกันมีมูลค่ามากเงินกู้ที่จะได้รับก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าน้อยเงินกู้ที่ได้รับก็ลดน้อยตามลงไปเช่นกัน โดยธนาคารจะพิจารณาให้จำนวนเงินกู้ตั้งแต่ 60% – 150% ของมูลค่าหลักประกัน ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสและมูลค่าที่ธนาคารจะนำหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในอนาคตด้วย โดยหลักประกันที่มีมูลค่าดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับจากทุกๆธนาคารก็คือ สถานประกอบการและที่ดิน
ระยะเวลาการชำระหนี้
เรื่องของระยะเวลาการชำระหนี้ส่วนมากจะเป็นการตกลงพร้อมใจกันของทั้ง 2 ฝ่ายมากกว่า ซึ่งระยะเวลาที่ดีที่สุดก็คือระยะเวลาที่เหมาะสมไม่เร็วหรือนานจนเกินไปเมื่อเทียบกับวงเงินที่ขอกู้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของผู้ประกอบการเองที่จะเป็นต้องเป็นผู้กำหนดและยื่นข้อเสนอต่อรองที่เหมาะสมโดยต้องคำนึงถึงความสามารถในการหาเงินมาผ่อนชำระหนี้ในแต่ละงวดด้วย โดยระยะเวลาที่ธนาคารพอใจจะอยู่ในช่วงตั้งแต่ 5 – 10 ปี ไม่ควรมากกว่านั้นสำหรับธุรกิจใหม่ แต่ถ้าเป็นธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในวงการมานานบวกกับมีผลประกอบการอันสวยหรูและมีความสัมพันธ์กับธนาคารที่ดีเลิศ ระยะเวลาสูงสุดก็จะยาวนานกว่านั้นมาก
อัตราดอกเบี้ยธนาคาร (MMR, MLR, MOR)
สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ธนาคารให้ความสนใจมากที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะดอกเบี้ยถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านเดินถนนแล้วก็คือกำไรจากการปล่อยเงินกู้ของธนาคารนั่นเอง โดยดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารจะมีการคิดในอัตราที่ไม่เหมือนกันแต่จะไม่เกินไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงควรทำความเข้าใจในรายละเอียดของเงื่อนไขสัญญาเป็นพิเศษก่อนจะจรดปากกากู้เงิน ซึ่งในปัจจุบันธนาคารที่มีขนาดเล็กมักจะเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าธนาคารขนาดใหญ่อยู่พอสมควรเพราะมีช่องทางการระดมทุนและต้นทุนที่สูงกว่ามาก แต่ในทางกลับกันธนาคารขนาดเล็กจะมีตัวช่วยในเรื่องที่ปล่อยเงินกู้ง่ายกว่าธนาคารขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษ จึงดึงดูดความสนใจจากผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี
จำนวนเงินที่ต้องชำระคืนต่อเดือน
ธนาคารจะใช้ข้อมูลของข้อตกลงในจำนวนเงินที่ผู้ประกอบการจะต้องชำระคืนในแต่ละงวดมาใช้พิจารณาประกอบการอนุมัติเงินกู้ด้วย เพราะนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่จะนำมาใช้หมุนเวียนภายในธนาคารนั่นเอง ถ้ามีการตั้งจำนวนเงินที่ผ่อนชำระคืนต่อเดือนสูงธนาคารก็จะพึงพอใจมากเป็นพิเศษและจะทำการคิดอัตราดอกเบี้ยในจำนวนที่ถูกลง แต่ถ้าแต่ละเดือนชำระคืนเงินต้นค่อนข้างน้อยก็จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก เพื่อเป็นการชดเชยการเสียโอกาสที่ทางธนาคารจะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนเพื่อทำกำไรในธุรกิจอื่นๆ
รายได้สุทธิเฉลี่ยต่อเดือน
ในบรรดาทุกข้อที่กล่าวมาทั้งหมดข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่ทางธนาคารจับตามองและนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณามากที่สุดว่าจะอนุมัติเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการหรือไม่ เพราะข้อมูลรายได้ที่ทางผู้ประกอบการส่งไปให้นั้น ทางธนาคารจะนำไปใช้คิดคำนวณในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ว่ามีศักยภาพมากขนาดไหน ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้กับทางธนาคารอีกด้วย
ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการสินเชื่อจากทางธนาคารจะต้องเดินบัญชีการใช้จ่ายเงินในบริษัทให้ดีเป็นพิเศษและมีรายรับเข้ามาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จากการเรียนรู้ถึงแง่คิดและมุมมองการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของธนาคารแก่ผู้ประกอบการทางธุรกิจ จะเห็นได้ว่าทั้งหลายทั้งปวงที่ธนาคารทำไปก็เพื่อสร้างมั่นคงและรับประกันความอยู่รอดของตัวธนาคารเอง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องทำความเข้าใจในมุมมองดังกล่าวของธนาคารเองด้วย เพื่อนำมาช่วยปรับใช้ในแนวทางการขอสินเชื่อให้ตรงกับความต้องการของตนอีกทั้งยังพิชิตใจธนาคารได้ในที่สุด จึงจะสามารถเป็นผู้ชนะและได้ประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
ที่มา: incquity
จัดตั้งบริษัทใน 7 ขั้นตอน

ผู้ประกอบการมือใหม่หลายๆคน มักคิดว่าการดำเนินการจัดตั้งบริษัทด้วยตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยากเกินความสามารถ จึงเลือกที่จะไปว่าจ้างบริษัทหรือบุคคลที่มีความรู้เฉพาะทางมาดำเนินการแทน ทั้งที่จริงๆแล้วขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทนั้นก็ไม่ได้มีวิธีที่ซับซ้อนแต่อย่างใด และถ้าหากท่านสามารถดำเนินการเองได้ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการว่าจ้างไปได้อีกด้วย การจัดตั้งบริษัทจะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไปหากปฏิบัติตาม 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. จองชื่อนิติบุคคล
ขั้นแรกผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทต้องคิดชื่อบริษัทขึ้นมาเพื่อใช้ในการจอง ซึ่งชื่อที่ตั้งมานั้นต้องไม่พ้องหรือคล้ายคลึงกับบริษัทซึ่งจดทะเบียนไปแล้ว
การจองนั้นจะเปิดให้จองได้ 3 ชื่อ โดยนายทะเบียนจะพิจารณาชื่อตามลำดับจากแรกไปท้าย ดังนั้นท่านต้องเอาชื่อที่อยากได้ที่สุดไว้อันดับแรก จากนั้นก็ไปลงทะเบียนจองชื่อ โดยทำได้สองวิธีด้วยกัน คือ
- ยื่นแบบจองชื่อต่อนายทะเบียนด้วยตนเอง ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในเขตที่ท่านอาศัยอยู่ หรือถ้าเป็นต่างจังหวัดก็ให้ไปที่สำนักงานพาณิชย์ประจำจังหวัด
- จองผ่านอินเตอร์เน็ต โดยกรอกข้อมูลที่ www.dbd.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเอง
เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่าชื่อดังกล่าวไม่ขัดกับข้อกำหนด ก็จะแจ้งกลับมาว่ารับจองชื่อแล้ว จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
2. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและยื่นต่อนายทะเบียน
หนังสือบริคณห์สนธิ คือ หนังสือที่แสดงเจตน์จำนงในการขอจัดตั้งบริษัท เนื้อความในหนังสือจะประกอบไปด้วย ชื่อบริษัทที่จองไว้ (โดยมีคำว่า “บริษัท” นำหน้า และคำว่า “จำกัด” ต่อท้าย) ที่อยู่ วัตถุประสงค์ จำนวนทุน จำนวนหุ้น ราคาหุ้น (ขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท) และข้อมูลผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ซึ่งจำนวนผู้ก่อการนี้กฎหมายบังคับว่าต้องมีอย่างน้อย 3 คน
การยื่นหนังสือบริคณห์สนธิจะต้องทำภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีนายทะเบียนแจ้งรับจองชื่อ หากผู้เริ่มก่อการเกิดชะล่าใจจนเลยกำหนดก็จะต้องเสียเวลาดำเนินการใหม่ตั้งแต่ต้น
3. จัดให้มีการจองซื้อหุ้นทั้งหมดและนัดประชุม
ผู้เริ่มก่อการแต่ละคนอาจซื้อหุ้นมากน้อยต่างกัน แต่ทุกคนจะต้องมีอย่างน้อยคนละหนึ่งหุ้น นอกจากนี้ผู้ที่มาซื้อหุ้นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เริ่มก่อการเสมอไป แต่อาจเป็นบุคคลอื่นที่สนใจอยากเข้าร่วมธุรกิจดังกล่าวก็ได้
เมื่อมีผู้ตกลงซื้อหุ้นของบริษัทจนครบแล้ว ก็จะมีการออกหนังสือนัดจัดการประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมด ซึ่งวันที่นัดประชุมนั้นจะต้องห่างจากวันที่ออกหนังสืออย่างน้อย 7 วัน
4. ประชุมจัดตั้งบริษัท
ในการประชุมจะต้องมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เข้าชื่อทั้งหมด (สามารถมอบฉันทะได้) และนับจำนวนหุ้นรวมกันแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของหุ้นทั้งหมด ซึ่งวาระในการประชุมจะประกอบด้วย
- ทำความตกลงตั้งข้อบังคับของบริษัท
- เลือกตั้งกรรมการและกำหนดอำนาจกรรมการ
- เลือกผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อตรวจสอบและรับรองงบการเงิน (บริษัทต้องแต่งตั้งบุคคลธรรมดาเท่านั้น จะแต่งตั้งสำนักงานตรวจสอบบัญชีไม่ได้)
- รับรองสัญญาที่ผู้เริมก่อการทำขึ้นก่อนที่บริษัทจะจัดตั้ง เพราะผู้ริเริ่มกิจการอาจจะไปทำสัญญาอะไรบางอย่างไว้เพื่อประโยชน์ของบริษัท เช่น ไปทำสัญญาเช่าอาคารไว้เพื่อไว้เป็นที่ทำการของบริษัท หรือไปทำสัญญาซื้อวัตถุดิบ หรือจ้างพนักงานไว้ สัญญาเหล่านี้จะยังไม่มีผลผูกพันบริษัท เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้จัดตั้ง ผู้ริเริ่มกิจการยังต้องรับผิดชอบเป็นส่วนตัวอยู่ ดังนั้นจึงต้องนำสัญญาเหล่านี้มาเสนอให้ที่ประชุมตั้งบริษัทอนุมัติ เพื่อจะได้มีผลผูกพันต่อไป
- กำหนดค่าตอบแทนแก่ผู้ริเริ่มกิจการ สำหรับกิจการต่างๆ ที่ผู้เริ่มก่อการได้กระทำไปในช่วงก่อนจดทะเบียนบริษัท โดยถือว่าเป็นค่าตอบแทนค่าเหนื่อยของผู้เริ่มก่อการ ซึ่งค่าตอบแทนนี้จะต้องอนุมัติโดยที่ประชุมจัดตั้งบริษัท
- กำหนดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิ (หุ้นที่ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าหุ้นสามัญ เช่น ได้ปันผลมากกว่า หรือหากเลิกกิจการก็จะมีสิทธิได้ทรัพย์สินก่อน แต่ผู้ถือหุ้นประเภทนี้จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงหรือรับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัท) หรือหุ้นสามัญที่ชำระด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน บางบริษัทอาจจะมีหุ้นบุริมสิทธินอกเหนือจากหุ้นสามัญ หรืออาจจะมีหุ้นสามัญแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีบางส่วนที่ชำระด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน ในกรณีเช่นนี้ก็ต้องมาทำความตกลงอนุมัติในที่ประชุมตั้งบริษัทนี้เช่นกัน
5. คณะกรรมการที่เลือกมาจะเป็นผู้ดำเนินการต่อจากผู้เริ่มก่อการทันที
คณะกรรมการจะทำหน้าที่เก็บเงินชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของราคาจริง เมื่อเก็บค่าหุ้นได้ครบแล้ว กรรมการก็จะเป็นผู้จัดทำคำขอจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้วยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีการประชุมจัดตั้งบริษัท ถ้าไม่จดทะเบียนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะทำให้การประชุมตั้งบริษัทเสียไป ต้องจัดประชุมผู้จองซื้อหุ้นใหม่อีกครั้ง
6. ชำระค่าธรรมเนียม
ค่าธรรมเนียมต่างๆในขั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้
- ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ คิดจากจำนวนทุนแสนละ 50 บาท เศษของแสนให้คิดเป็นแสนบาทเลย ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอยู่ที่ 500 บาท และขั้นสูงคือ 25,000 บาท
- ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนตั้งบริษัท คิดตามทุนจดทะเบียนแสนละ 500 บาท แต่ขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า 5,000 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 250,000 บาท (เศษของแสนคิดเป็นแสนเช่นเดียวกับค่าลงทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ)
- หนังสือรับรอง ฉบับละ 200 บาท
- ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
- รับรองสำเนาเอกสาร หน้าละ 50 บาท
- รับใบสำคัญและหนังสือรับรอง
เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนและมอบหนังสือรับรองแล้ว ก็เป็นอันว่าบริษัทได้จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ โดยสมบูรณ์ทุกประการ
เดิมขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมดจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 9 วัน แต่หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทในบางประเด็น ว่า ‘หากการประชุมตั้งบริษัทมีผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นทุกคนเข้าร่วมประชุมและให้ความเห็นชอบในกิจการที่ได้พิจารณาในที่ประชุมนั้น ผู้เริ่มก่อการสามารถจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทพร้อมกันภายในวันเดียวกันได้’
จากการปรับปรุงกฎหมายที่ว่า ทำให้การดำเนินการมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น และถ้าหากดำเนินการด้วยตนเองก็จะยิ่งใช้เวลาน้อยลงไปอีกเพราะไม่ต้องเสียเวลาติดต่อประสานงานกับบริษัทว่าจ้างจัดตั้งบริษัท อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อย่าลืมลองนำ 7 ขั้นตอนนี้ไปใช้เพื่อช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทของคุณดู
ที่มา: incquity
มัดใจลูกค้าด้วยจดหมายขอบคุณ

หลังจากลูกค้าได้รับความประทับใจจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการจากเราไปเรียบร้อยแล้ว การส่งคำขอบคุณกลับไปให้ลูกค้าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เปิดโอกาสให้สร้างคะแนนเพิ่ม และเป็นช่องการโฆษณาอีกช่องทางหนึ่งด้วย เป็นการตลาดที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่ต้องลงแรงและลงใจเป็นหลัก
การส่งคำขอบคุณกลับไปหาลูกค้าไม่ได้สำคัญว่าจะเขียนและส่งผ่านสื่อชนิดใด แต่สำคัญที่ข้อความที่จะเขียนลงไปต่างหาก ไม่สำคัญว่าเราจะส่งผ่านอีการ์ดที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก หรือจะส่งจดหมายหรือโปสต์การ์ดซึ่งมีค่าใช้จ่ายแต่ดูคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นการส่งแบบไหน เนื้อหาภายในก็สำคัญที่สุด ดังนั้นเราควรพิถีพิถันในการคิดคำเหมาะๆ ซึ่งเราก็มีแนวทางง่ายๆ มาฝาก
คิดโครงร่างเนื้อหาให้สื่อสารครบถ้วน
เริ่มจากวางโครงร่างเนื้อหาก่อน ซึ่งควรประกอบไปด้วยสามส่วนดังต่อไปนี้
- เตือนความจำลูกค้าว่ามาใช้บริการเมื่อไหร่ เช่น เนื่องในวันที่…คุณได้มาใช้บริการของเรา….
- กล่าวถึงจุดสำคัญของการพบกันและการทำธุรกรรมต่างๆ อีกครั้ง เช่น เราจึงขอขอบคุณที่มาซื้อสินค้า…
- กล่าวถึงบริการที่จะตามมา จบข้อความด้วยวิธีการติดต่อหรือบริการพิเศษอื่นๆ ที่จะเสนอให้ เช่น หากมีข้อสงสัยใดๆ สามารถติอต่อได้ที่… หรือ และในเร็ววันนี้ ทางร้านของเราจะมีโปรโมชันพิเศษ….
เลือกรูปแบบการเขียนและการส่งที่เหมาะกับคนรับและโอกาส

เขียนให้เป็นตัวของตัวเอง แต่ต้องคงความสุภาพและน้ำเสียงที่นอบน้อม อาจจะลองวิเคราะห์ว่าลูกค้าเป็นคนอย่างไร เป็นคนง่ายๆ เนี้ยบ หรือเคร่งครัด เพื่อจะได้รู้ว่าควรเขียนข้อความให้เป็นไปลักษณะไหนที่จะถูกใจคนรับ ทั้งด้านคำขึ้นต้นหรือรูปแบบของการ์ด
ถึงแม้รูปแบบวิธีการส่งข้อความอาจจะไม่สำคัญเท่ากับข้อความด้านใน แต่การเลือกวิธีการที่เหมาะสมก็สามารถทำให้ผู้รับเกิดความรู้สึกประทับใจได้ ไม่ว่าจะเป็นอีการ์ด ข้อความผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือการ์ดกระดาษ แต่ละวิธีต่างก็มีบุคลิกที่แตกต่างและทำให้คนรับรู้สึกได้ถึงระดับความใส่ใจที่แตกต่างกันไป เช่น ถ้าหากส่งข้อความผ่านทางอีเมล คนรับก็จะรู้สึกได้ถึงความเป็นมืออาชีพ และอาจให้ความรู้สึกกึ่งเป็นทางการ แต่อาจจะค่อนข้างห่างเหินกับผู้รับอยู่พอสมควร ส่วนการส่งข้อความผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กอาจจะให้ความรู้สึกเป็นกันเองและเป็นส่วนตัวมากกว่า มีความเป็นทางการค่อนข้างน้อย ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกดีกับเราได้มาก หรือถ้าเลือกส่งเป็นโปสการ์ดหรือจดหมายที่ทำด้วยมือก็จะให้ความรู้สึกที่เป็นทางการมาก นอกจากนี้ยังสามารถเซ็นลายเซ็นลงไปทำให้เกิดความน่าเชื่อถือขององค์กรได้ด้วย
อย่าพลาดตั้งแต่แรกเริ่ม…สะกดชื่อลูกค้าให้ถูกต้อง
ระวังอย่ารีบเขียนรีบส่งข้อความเร็วจนเกินไป ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าถูกต้อง เพราะหากชื่อลูกค้าผิด ความประทับใจแรกก็จะหายไปทันที และยังอาจทำให้ลูกค้าขุ่นเคืองใจอีกต่างหาก และควรระวังอย่าให้การ์ดมีลักษณะหรือสิ่งใดที่แสดงออกถึงการแบ่งแยกในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างประเด็นเรื่องทางศาสนาหรือการเมือง หรืออย่าใช้สิ่งที่แสดงความเป็นส่วนตัวเกินไป เช่น รูปถ่ายครอบครัว (รูปถ่ายทีมงานสามารถใช้ได้) และการใช้อีโมติคอนหรือตัวการ์ตูนก็ไม่ใช่เรื่องสมควร เพราะดูไม่เป็นมืออาชีพและดูเด็กเกินไป อันที่จริงเราสามารถใช้วิธีการเลือกคำที่แสดงความรู้สึกขอบคุณและสร้างความเป็นกันเองเพื่อแสดงความรู้สึกได้ดีกว่าแทน
สิ่งสำคัญคืออย่าลืมเช็กตัวสะกดให้ดี ทั้งชื่อลูกค้าและตัวสะกดภายในเนื้อหาของการ์ดและบนซองจดหมาย อย่าทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่าเพียงเพราะคำผิดเพียงคำเดียวเลย

กว่าจะได้ใจต้องใช้เวลา อย่าเลิกพยายามง่ายๆ
การติดต่อลูกค้ามากกว่าหนึ่งหนไม่ใช่เรื่องแปลก จริงอยู่ว่าใครก็ต่างหวังว่าจะได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าทันที อาจจะเป็นลูกค้าติดต่อกลับมาหรือกลับมาซื้อของที่ร้านซ้ำและกลายเป็นลูกค้าประจำ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องใช้เวลา กว่าที่ลูกค้าจะเกิดความประทับใจและความประทับใจนั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นความผูกพันกับแบรนด์ย่อมใช้เวลา
แต่หากเวลาผ่านไปนานแล้วและยังเงียบอยู่ ลองติดต่อกลับไปใหม่หลายๆ หนในรูปแบบต่างๆ กันดู เช่นจากที่เคยส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ก็ลองเปลี่ยนเป็นการ์ดกระดาษ บางทีอาจได้ผล เขาอาจจะลองกลับมาใช้บริการของคุณอีกสักครั้งก็เป็นได้ แถมวิธีการนี้ยังไม่ดูตื๊อเกินไปด้วย

free e-cards at hallmark.com
ส่งการ์ดช่วงที่ไม่ใช่วันเทศกาลกันดีกว่า
ช่วงเทศกาลวันสำคัญต่างๆ เป็นเวลาที่ใครก็นิยมส่งการ์ดกัน ในตู้รับจดหมายของลูกค้าคงจะเต็มไปด้วยการ์ดและจดหมายเป็นแน่ แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูกค้าจะได้เปิดอ่านการ์ดของเรา ทางเลือกอีกอย่างคือ ลองส่งการ์ดในวันอื่นที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาล ส่งในวันธรรมดา ในโอกาสทั่วไป เมื่อไหร่ก็ได้ที่เรารู้สึกอยากจะสื่อสารกับลูกค้า นอกจากเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะได้อ่านคำขอบคุณแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นมิตรและเป็นกันเองอีกด้วย
เสมอต้นเสมอปลาย
จำไว้ว่าเราต้องจริงใจ ต้องขอบคุณออกมาจากหัวใจ ต้องอบอุ่น เป็นธรรมชาติ และทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ว่าการส่งนั้นจะเป็นอีการ์ดฟรีหรือเสียเงินส่งโปสต์การ์ดก็ตาม แต่หากไม่แสดงให้เห็นว่าเราจริงใจกับลูกค้าจริงๆ การส่งการ์ดนั้นก็อาจไม่เกิดประโยชน์
• • •
เมื่อส่งคำขอบคุณไปให้ลูกค้าแล้ว อย่าลืมพัฒนาและปรับปรุงสินค้าบริการของคุณด้วย เพื่อว่าเมื่อลูกค้ากลับมาอีกครั้ง เขาจะได้ประทับสินค้าบริการของคุณอีกครั้ง แล้วคราวนี้เขาจะไปไหนได้ล่ะ นอกจากกลับมาหาสินค้าบริการที่ดีและพนักงานที่ใส่ใจดูแลอย่างเราๆ
photo courtesy of bearstache, and hallmark.com
ที่มา: incquity
5 วิธีรับมือกับเสียงตำหนิของลูกค้า

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่ดีหรือแง่ร้ายถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ เพราะนั่นถือเป็นผลตอบรับ (Feedback) ที่ทุกธุรกิจจำเป็นจะต้องมีและเป็นเรื่องดีสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบันด้วย โดยหากผลตอบรับที่ได้มาเป็นไปในทางบวก ผู้ประกอบการคงจะยิ้มแก้มปริอย่างแน่นอน แต่หากเป็นไปในทางลบ ผู้ประกอบการคงจะรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องสักเท่าไร หลายคนเลือกจะเมินเฉยกับเสียงก่นด่าเหล่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการตอบรับที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย เพราะเราจะมีแต่เสียกับเสียเท่านั้น ลองเรียนรู้การรับมือคำติเตียนจากลูกค้าจะเป็นการดีกว่า เพื่อว่าจะได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และอาจช่วยให้เรียกความนิยมจากลูกค้าได้อีกด้วย
ชี้แจงด้วยเหตุผลตามสมควร
หากมีข้อตำหนิหรือสงสัยในผลิตภัณฑ์เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำก็คือการตอบข้อสงสัยให้ได้ เพราะบางทีข้อตำหนิที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากความผิดพลาดของตัวผลิตภัณฑ์ แต่ข้อตำหนิอาจมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันระหว่างผู้ประกอบการและลูกค้า ดังนั้นการชี้แจงทำความเข้าใจจึงเหมาะสมมากที่สุด ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องยกเหตุผลขึ้นมาประกอบการอธิบายด้วย เพื่อสร้างให้คำชี้แจงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพิ่มมากยิ่งขึ้น
นำข้อดีมาเสนอแทน
หากข้อตำหนิที่เกิดขึ้นมีที่มาจากตัวสินค้าไม่สมบูรณ์เป็นบางส่วน ซึ่งถือว่าข้อตำหนิมีมูลและผู้ประกอบการก็ไม่อาจหลีกหนีความเป็นจริงนี้ไปได้ เทคนิคที่อยากจะขอแนะนำคือให้ผู้ประกอบการนำข้อดีของผลิตภัณฑ์สินค้าในส่วนอื่นๆ เข้ามาแทนที่ บอกกล่าวให้ลูกค้าได้เห็นข้อดีที่มากกว่าจุดบอด เช่น ด้านราคา งานบริการหลังการขาย ความทนทาน เป็นต้น
ออกโปรโมชั่นเพื่อจูงใจ
การออกโปรโมชั่นเพื่อจูงใจก็เป็นวิธีการที่ดีมากวิธีหนึ่ง แต่ควรใช้วิธีนี้เมื่อความเสียหายและข้อตำหนิได้ขยายตัวออกไปเป็นวงกว้างแต่ไม่ได้เสียหายมากมายนัก โดยโปรโมชั่นที่เสนอต่อลูกค้าต้องสามารถหักล้างเสียงตำหนิจากลูกค้าได้ทั้งหมดและยังต้องเป็นการชักจูงใจทางอ้อมอีกด้วย เช่น ให้โปรโมชั่นพิเศษเรื่องราคาและส่วนลด แจกของสมนาคุณ งานบริการหลังการขาย เป็นต้น ซึ่งโปรโมชันเหล่านี้อาจช่วยลบภาพและข้อตำหนิบางส่วนภายในจิตใจผู้บริโภคได้ เนื่องจากเราได้ยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนนั่นเอง
ทำโฆษณาเพื่อหักล้างความคิด
หากข้อผิดพลาดนำไปสู่เสียงตำหนิของลูกค้าจนขยายตัวกลายเป็นไฟไหม้ฟางไปเสียแล้ว และคู่แข่งทางธุรกิจได้หยิบยกจุดนี้มาโจมตีสินค้าของเรา วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องให้ Mass Media เข้ามาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือตอบโต้แทนผู้ประกอบการในทางสื่อสาธารณะ โดยเครื่องมือสื่อสารสู่สาธารณชนที่ดีที่สุดคงต้องยกให้กับโฆษณา แถมยังสามารถใช้กลบเกลื่อนข้อผิดพลาดได้อีกด้วย อย่างเช่น กรณีของน้ำโซดายี่ห้อหนึ่งใช้เพื่อตอบโต้คู่แข่งและลดข้อครหาของลูกค้าเรื่องความซ่าของน้ำโซดา เป็นต้น
ค้นหาจุดบกพร่องและแก้ไขโดยทันที
หากเสียงตำหนิและ Feedback ในทางลบยังไม่ยุติและเกิดจากความบกพร่องในสายการผลิตจริง วิธีการที่กล่าวมาข้างต้นทั้ง 4 ขั้นตอนจะไม่ได้ผลเลยตราบใดที่ข้อผิดพลาดนั้นกว้างมากเกินกว่าจะเยียวยาได้ วิธีการที่ดีที่สุดคือผู้ประกอบการต้องมองย้อนกลับมาที่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง เริ่มค้นหาข้อบกพร่องและรีบดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็วที่สุด ถึงแม้วิธีการนี้ต้องใช้เงินมาก แต่ถือว่าคุ้มค่าหากเทียบกับการกู้คืนภาพลักษณ์ที่สูญเสียไป เช่นกรณีที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เรียกรถยนต์รุ่นต่างๆ ของตนเองคืนจากลูกค้าทั้งหมด เนื่องจากได้รับเสียงตำหนิในเรื่องต่างๆ และเมื่อตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นเรื่องจริง
หากมองโลกในแง่ดี เสียงตำหนิติเตียนจากลูกค้าถือเป็นเรื่องดีต่อการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะนั่นเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือและกระจกเงาที่ใช้สะท้อนตรวจสอบหาจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์ที่เราส่งไปลงแข่งขันในตลาด ดังนั้นผู้ประกอบการต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคทุกคนไม่ว่าจะเป็นแง่บวกหรือแง่ลบก็ตาม จากนั้นจึงทำการแก้ไขเป็นกรณีตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าซึ่งจะมีผลดีต่อการทำธุรกิจของเราในท้ายที่สุดนั่นเอง
ที่มา: incquity
นามบัตรธุรกิจที่ดี เป็นยังไง

ชื่อ – นามสกุล ต้องชัดเจน
ชื่อและนามสกุลถือเป็นส่วนสำคัญอันดับแรกสุดเลยของนามบัตร เพราะวัตถุประสงค์หลักของนามบัตรคือมันถูกผลิตขึ้นมาเพื่อแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของผู้ถือเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้ประกอบการห้ามสะกดตัวอักษรผิดเป็นอันขาดซึ่งเรื่องนี้อันตรายมาก เพราะการสะกดผิดแม้แต่ตัวเดียวก็ทำให้ความหมายของชื่อและการอ่านออกเสียงเปลี่ยนไปได้ นอกจากนี้ยังอาจเกิดความผิดพลาดในด้านอื่นๆอีกหากคู่ค้าทางธุรกิจของท่านนำชื่อที่ได้จากนามบัตรที่สะกดผิดไปเขียนอ้างอิงลงในสัญญาที่มีผลทางกฎหมายหรือเช็คธนาคารซึ่งมันจะกลายเป็นโมฆะทันทีและต้องเสียเวลามาร่างเอกสารใหม่ทั้งหมดซึ่งมันไม่คุ้มค่าและยังหน้าอับอายมากอีกด้วย
นอกจากนี้แล้วชื่อของผู้เป็นเจ้าของนามบัตรต้องมีทั้งภาษาไทยและอังกฤษวางอยู่อย่างโดดเด่นและสามารถสังเกตได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาดตัวอักษร รูปแบบฟอนต์ ตำแหน่งที่วาง เป็นต้น
ตำแหน่งหน้าที่
ตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าของบัตรคือองค์ประกอบในส่วนที่ 2 ที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสนใจ เพราะมันจะบ่งบอกถึงตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าของนามบัตรใบนั้นโดยตรงเพื่อเป็นการสะดวกในการขอติดต่อ ซึ่งสำหรับบริษัทที่มีลักษณะองค์กรขนาดใหญ่มักไม่ค่อยมีปัญหาเพราะพนักงานแต่ละคนมีตำแหน่งที่ตายตัวอยู่แล้ว แต่ปัญหามักจะเกิดขึ้นกับบริษัทที่มีขนาดเล็กที่บางคนยังไม่รู้ว่าตนเองทำงานในตำแหน่งอะไรเลยด้วยซ้ำเพราะทำแทบจะทุกอย่างเลย ดังนั้นก่อนที่จะทำนามบัตรต้องกำหนดให้ได้เสียก่อนว่าเจ้าของนามบัตรทำงานในตำแหน่งอะไรจึงจะสามารถดำเนินการในทำนามบัตรได้ นอกจากนี้หากในอนาคตมีพนักงานคนใดมีตำแหน่งเปลี่ยนแปลง ต้องรีบทำการเปลี่ยนนามบัตรให้พนักงานคนคนั้นโดยทันทีด้วย
ที่อยู่บริษัทและช่องทางการติดต่อ
ส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างสูง โดยผู้ประกอบการต้องระบุชื่อที่อยู่ของบริษัทลงไปอย่างชัดเจนว่าบริษัทชื่ออะไรตั้งอยู่เลขที่เท่าไหร่ แขวง/เขตไหน จังหวัดอะไร รหัสไปรษณีย์รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของทางบริษัท ซึ่งนอกจากนี้ในปัจจุบันยังควรต้องใส่เบอร์โทรศัพท์มือถือ อีเมลล์ รวมถึงทวิตเตอร์และช่องทางการสื่อสารอื่นๆที่เจ้าของบัตรมีเพื่อความสะดวกมากขึ้นในการติดต่อสื่อสารและเป็นการตามเทรนด์ของสังคมที่พัฒนามากขึ้นในแต่ละวัน
โลโก้บริษัท
ตามหลักที่ถูกต้องแล้วโลโก้บริษัทต้องมีขนาดที่ใหญ่โตและโดดเด่นมากที่สุดในนามบัตร โดยมีสีสันตามโลโก้จริงทั้งหมดและต้องตั้งอยู่ในที่ที่โดดเด่นแยกออกมาเป็นการเฉพาะในมุมใดมุมหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นซ้ายหรือขวา และต้องไม่มีรายละเอียดในส่วนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องหรือจัดอยู่ในส่วนเดียวกัน
ขนาด
โดยปกติขนาดของนามบัตรค่อนข้างจะเป็นมาตรฐานสากลอยู่แล้วคือ มีความกว้าง 90 มิลลิเมตรและยาว 54 มิลลิเมตร ตามรูปแบบสากล ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบกอบการสามารถแก้ไขขนาดได้นิดหน่อยทั้งความกว้างและความยาวโดยบวกลบได้ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร และสามารถเหลามุมของนามบัตรให้มีลักษณะที่โค้งมนได้ แต่ไม่ควรออกแบบรูปทรงให้มีลักษณะที่แปลกประหลาดมากไป เพราะเก็บใส่กระเป๋าได้ค่อนข้างลำบาก
สีพื้นหลัง
สามารถเลือกได้ตามใจชอบแต่อยากจะขอแนะนำให้ใช้สีที่เป็นพื้นๆและอ่อนแทน เพราะสามารถอ่านตัวหนังสือได้สะดวกกว่าพวกที่มีสีเข้มๆมาก
จัดทุกองค์ประกอบอย่างสมดุลและลงตัว ส่วนสุดท้ายที่ต้องทำก็คือผู้ประกอบการต้องมาจัดองค์ประกอบก่อนหน้านี้ให้ทุกส่วนสามารถเข้ากันได้อย่างลงตัวมากที่สุดไม่น้อยหรือมากเกินไป โดยลักษณะที่ขอแนะนำคือให้เลือกเขียนสิ่งต่างๆลงในนามบัตรอย่างตรงตัวกระชับและต้องไม่ยาวจนเกินไปแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องครอบคลุมจนทำให้รู้ว่าเจ้าของนามบัตรเป็นใครมีหน้าที่ตำแหน่งการงานอยู่ที่บริษัทอะไร สาเหตุก็เพราะหากเขียนอธิบายมากจนเกินไปนามบัตรธุรกิจก็จะทำให้จับใจความไม่ได้ แต่หากท่านเขียนน้อยเกินไปก็จะดูไม่น่าเชื่อถืออีกเช่นกัน ดังนั้นผู้ประกอบการต้องพยายามจัดสรรเนื้อที่ในนามบัตรอย่างลงตัวให้มากที่สุด อย่าลืมว่านามบัตรธุรกิจที่ดีสามารถสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจมานับไม่ถ้วนแล้ว
ที่มา: incquity
เปลี่ยนลูกค้าธรรมดาให้เป็นแฟนพันธุ์แท้

เราอยากมีลูกค้าแบบไหนกัน ลูกค้าแบบที่อยากจะเมาท์ อยากจะคุยเรื่องสินค้าบริการของบริษัทเราตลอดเวลา อยากจะซื้อสินค้าบริการเป็นคนแรกและอยากจะครอบครองผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นทุกชนิด?แน่นอนว่าเจ้าของกิจการหลายรายอยากได้ลูกค้าที่ชื่นชมและเป็นแฟนพันธุ์แท้ของบริษัทเป็นแน่ แต่จะทำให้ลูกค้ามาหลงใหลได้ปลื้มขนาดนั้นได้จริงเหรอ แน่นอนว่ามีโอกาสเป็นไปได้ หากเราวางแผนการตลาดให้ดีตั้งแต่แรกเริ่ม และการคำนึงถึงปัจจัย 3 ข้อต่อไปนี้อาจเป็นตัวช่วยสำคัญให้พิชิตใจลูกค้าจนเขาเปลี่ยนเป็นแฟนประจำได้
1. เน้นลูกค้ากลุ่มใหญ่
ขั้นแรกต้องกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนเสียก่อน ในกรณีนี้กลุ่มที่ดีที่สุดคือกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด ไม่ใช่กลุ่มคนจำเพาะเจาะจงอย่างพวกคลั่งเทคโนโลยี
ที่เป็นเพียง 2-3% จากส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด เพราะต่อให้คนทั้งกลุ่มนี้ซื้อสินค้าเราทุกคนคนละหนึ่งชิ้น จำนวนสินค้าบริการที่ขายได้ก็เป็นจำนวนไม่มากเท่าไร แต่หากเราเน้นกลุ่มคนหมู่มากที่เหลือ เช่น วัยรุ่น คนทำงาน หรือพ่อแม่ทั้งหลายที่มีกำลังซื้อพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งคิดแล้วเป็นกลุ่มใหญ่ถึง 97-98% เพราะเพียงแค่คนกลุ่มนี้ซื้อสินค้าบริการของเราเพียงครึ่งเดียว ยอดขายก็ยังมากกว่ากลุ่มคนคลั่งเทคโนโลยีไม่รู้กี่เท่า ดังเช่นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อย่างแอปเปิลที่หันมาเน้นกลุ่มลูกค้าทั่วไป จนสามารถขยายยอดขายได้หลายเท่าตัวในเวลาไม่นานนัก การเอาใจคนหมู่มากจึงน่าจะเป็นทางที่ทำให้เราเห็นกำไรได้เป็นกอบเป็นกำได้มากกว่า
2. มากกว่าแค่ความต้องการ
ขอยกตัวอย่าง สตีฟ จ๊อบส์ ชายที่มองไปไกลกว่านั้น เขาไม่ได้ไปถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร เขากลับสร้างความต้องการให้ลูกค้าเสียเอง เขาสร้างผลิตภัณฑ์จากความต้องการของตัวเองและทีมงาน เพราะความจริงแล้วลูกค้าเองก็ตอบไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องการอะไรกันแน่ อาจบอกได้เพียงว่า อยากได้คอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้น เร็วขึ้น แต่ราคาประหยัดกว่า จ๊อบส์จึงสร้างความแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ ก้าวกระโดดไปยังเทคโนโลยีใหม่โดยยึดเอาแนวคิดแปลกใหม่ ทำในสิ่งที่ไม่ใครคิดจะทำให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็ไม่ลืมจะใส่การดีไซน์ที่สวยงามเรียบง่าย ให้สินค้าดูเป็นแฟชั่นเข้าไปด้วย และทำเทคโนโลยีที่ดูยุ่งยากให้ใช้งานง่าย
ดังนั้นลองสมมติให้ตัวเองเป็นลูกค้า ไม่ใช่ผู้ผลิต แล้วมองว่าเราอยากได้สินค้ายังไง และปรับแต่งให้อยู่บนพื้นฐานง่ายต่อการใช้งานแต่ทันสมัยและก้าวล้ำ หากเป็นการบริการใดๆ ก็อาจเป็นแนวที่เข้าใจได้ ไม่รู้สึกขัดเขินที่จะเข้าไปใช้บริการ เพราะบางครั้งลูกค้าอาจไม่ได้อยากได้อะไรมากมาย นอกจากสินค้าที่ใช้งานได้จริง ตอบโจทย์ได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรวุ่นวายเต็มไปหมด หรือบางทีก็แค่บริการที่เป็นกันเอง และคนที่กำลังให้บริการก็รู้ว่าเขาต้องช่วยลูกค้าอย่างไรบ้าง เข้าทำนองว่าสูงสุดสู่สามัญนั่นเอง
3. ความเห็นของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อปล่อยสินค้าบริการออกสู่ตลาดแล้ว สิ่งต่อไปที่ควรทำคือเฝ้ามองกระแสตอบรับและความคิดเห็นจากลูกค้า เพื่อจะได้นำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงสินค้าบริการให้โดนใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วการจะได้ความคิดเห็นแท้จริงนั้นไม่ใช่ง่ายเลย เพราะการทำสำรวจแบบกลุ่มหรือทำแบบสำรวจทางอินเทอร์เนตซึ่งเป็นที่นิยมมากในขณะนี้และมีราคาสูงไม่ได้ให้ผลตรงไปตรงมานัก เช่น การสำรวจแบบกลุ่ม เมื่อผู้ให้ความเห็นอยู่รวมกันมากๆ ก็จะทำให้ความคิดไขว้เขวจากการได้พูดคุยกัน และเมื่อถึงเวลาให้ข้อมูล ผู้ให้ความเห็นก็จะนำความเห็นของผู้อื่นมาผสมรวมกับความเห็นของตน
ส่วนการสำรวจทางอินเทอร์เนต แม้จะไม่มีบุคคลอื่นทำให้วอกแวก แต่การทำสำรวจทางนี้ไม่มีสิ่งรับประกันได้เลยว่าผู้ทำจะตั้งใจทำ เขาอาจตอบมั่วๆ เพียงให้เสร็จไปก็เป็นได้ การทำสำรวจที่ดีที่สุดคือพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบตัวต่อตัวหรือคุยผ่านโทรศัพท์ แต่ต้องแน่ใจว่าผู้ให้ความเห็นสะดวกและว่างมากพอจะให้ข้อมูล การพูดคุยควรใช้เวลา 20-30 นาทีเพื่อจะได้เข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่ลูกค้าคิดจริงๆ และความคิดเห็นต่างๆ ทุกอย่างของลูกค้าก็ถือเป็นข้อมูลทางการตลาดที่ดีเยี่ยมที่สุด
หลักการทั้ง 3 ข้อนี้อาจทำให้มุมมองทางการตลาดของเราเปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรเปลี่ยนคือคุณภาพของสินค้าบริการและความซื่อสัตย์ของบริษัท ทั้งสองสิ่งนี้เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวบริษัทและสินค้าบริการของเรา หากเราไม่มีสองสิ่งนี้ ไม่ว่ากลยุทธ์ทางการตลาดจะดีแค่ไหน ก็ไม่อาจช่วยให้ครองใจลูกค้าได้
ที่มา: incquity
8 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการตั้งชื่อธุรกิจ

ถ้าแววตาเปรียบเสมือนหน้าต่างสู่หัวใจ ชื่อบริษัทนั้นก็คงเปรียบเสมือนประตูสู่บริษัทของคุณเช่นกัน โดยชื่อบริษัทที่ดีนั้นต้องสามารถสื่อความหมายถึงธุรกิจที่ทางบริษัทคุณกำลังดำเนินงานอยู่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีความเป็นเอกลักษณ์และการอ่านออกเสียงที่สามารถจดจำได้ง่ายอีกด้วย
แต่ก็ยังมักพบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับบริษัทที่เพิ่งจะเปิดเริ่มดำเนินการใหม่ ซึ่งข้อผิดพลาดนี้แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ถือมีความสำคัญมากกับกิจการของทางบริษัท ซึ่งข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นในการตั้งชื่อบริษัทที่เราควรจะหลีกเลี่ยงมีดังต่อไปนี้
1. ความแตกต่างทางความคิดของผู้ร่วมหุ้น
แน่นอนว่าการประชุมและระดมสมองในการช่วยกันคิดและแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเป็นเรื่องของการตั้งชื่อบริษัทแล้วละก็ การออกความคิดเห็นจากผู้ร่วมถือหุ้นบริษัทตลอดจนพนักงานมักจะเป็นปัญหามากกว่าที่จะเป็นประโยชน์เสมอ เพราะท้ายที่สุดก็จะต้องเลือกชื่อบริษัทเพียงแค่ 1 ชื่อเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายถึงจะต้องมีผู้ผิดหวังเสมอซึ่งบางครั้งอาจจะมีเป็นจำนวนมากด้วยซ้ำไปที่รู้สึกว่าความคิดเห็นของตนเองถูกมองข้าม
หลายบริษัทมีปัญหาความขัดแย้งกันตั้งแต่ต้นก็ด้วยการตั้งชื่อบริษัท ดังนั้นควรมีการจัดการที่ดีตั้งแต่ต้น สามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันของแต่ละคนได้ แต่ในขณะเดียวก็ต้องสามารถควบคุมความแตกต่างทางความคิดไม่ให้กลายมาเป็นปัญหาที่บานปลายในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน โดยวิธีการอธิบายเหตุผลให้เข้าใจว่าทำไมจึงเลือกชื่อดังกล่าวเป็นชื่อบริษัท เป็นต้น
2. หลีกเลี่ยงการผสมคำ
หลายบริษัทใช้วิธีการตั้งชื่อบริษัทใหม่ของตนจากการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่ ด้วยการนำคำนามหรือกริยาตั้งแต่สองคำขึ้นไปมาผสมกันจนออกมาเป็นคำใหม่แล้วจึงนำมาใช้ตั้งชื่อบริษัทของตนเอง ซึ่งอยากจะบอกว่าเป็นวิธีการที่ผิดโดยสิ้นเชิง เนื่องจากการผสมคำขึ้นมาใหม่นอกจากจะสร้างปัญหาให้ตามมาในภายหลังแล้ว ลูกค้าหรือผู้บริโภคยังไม่เข้าใจหรืออาจจะตีวามหมายผิดๆก็เป็นไปได้
เช่น WattanaTechnology (วัฒนาเทคโนโลยี) ซึ่งบางคนเมื่อเห็นชื่อร้านแล้วอาจนึกว่าเป็นบริษัทที่ทำการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงแค่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาเท่านั้น
3. หลีกเลี่ยงคำเข้าพวกหรือที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับการแบ่งกลุ่ม
หลายๆบริษัทมีความคิดที่จะให้ชื่อของตนเองเป็นที่จดจำได้ง่าย จึงใช้วิธีการนำชื่อของบริษัทตัวเองนำไปผสมกับพวกคำแบ่งกลุ่มประเภทต่างๆ ซึ่งบางทีมันอาจจะได้ผลบรรลุวัตถุประสงค์ของเจ้าของบริษัทที่ต้องการให้ชื่อของบริษัทตนเองสามารถจดจำได้ง่ายก็จริง แต่มันจะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาในภาวะที่ธุรกิจมีการแข่งขันกันสูง
เช่น คุณขายผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือที่คุณเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมา และคุณเห็นว่าผลิตภัณฑ์ของคุณเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารจึงตั้งชื่อว่า รังสิตคอร์ปเปอร์เรชั่น (RangsitCorporation) ซึ่งความเป็นจริงในท้องตลาดมีบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากที่ใช้ชื่อดังกล่าวอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น ทรูคอปเปอร์เรชั่น (TrueCorporation) และกลุ่มชินคอร์ป (ShinCorp) ซึ่งแน่นอนว่าชื่อบริษัทของคุณจะถูกกลืนโดยทั้ง 2 บริษัทใหญ่ที่ว่านี้อย่างแน่นอนในการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตและจะส่งผลโดยรวมต่อการแข่งขันของทางบริษัทคุณในอนาคตอีกด้วย เพราะบริษัทคุณจะกลายเป็นผู้ตามหลังในอนาคตอันเกิดจากการตั้งชื่อที่ไม่มีจุดเด่นหรือเอกลักษณ์นั่นเอง
4. หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อสถานที่มาตั้งเป็นชื่อบริษัท
การใช้ชื่อสถานที่นำมาเป็นชื่อของบริษัทเป็นสิ่งที่ควรทำการหลีกเลี่ยงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะกิจการที่ต้องการความเจริญก้าวหน้าในอนาคตนั้น การนำชื่อสถานที่ตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อถือว่าเป็นความคิดที่แย่มาก อีกทั้งยังเป็นการจำกัดความเจริญเติบโตของทางบริษัทด้วย เช่น บริษัทขายอะไหล่รถยนต์ตั้งชื่อว่า ลาดพร้าวอะไหล่ยนต์ เพราะมีที่ตั้งอยู่บนถนนลาดพร้าว เมื่อในอนาคตมีลูกค้าที่สนใจจะซื้ออะไหล่รถยนต์จากทางร้านเพราะเห็นว่ามีคุณภาพดี เกิดยกเลิกความตั้งใจอย่างกะทันหันเพราะเห็นว่าทางร้านอยู่ไกลขณะที่ตัวเองอยู่ที่สาธร จึงทำการยกเลิกการซื้อและหันไปซื้อจากร้านที่ใกล้กว่า ทั้งที่ความเป็นจริงร้านค้าอาจจะขยายสาขาไปยังถนนสาธรแล้วก็เป็นได้ จึงถือเป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างโดยใช่เหตุ
5. หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อบริษัทที่น่าเบื่อ
ชื่อบริษัทที่ดีไม่ควรเป็นชื่อที่มีความซ้ำซากน่าเบื่อ หรือมีอยู่ในสังคมวงการธุรกิจเป็นจำนวนมากมายอยู่แล้ว เช่น พวกบริษัทที่มีชื่อจำพวกตั้งมารวย มงคล พาณิชย์ ฯลฯ เหตุผลเพราะถึงแม้ชื่อต่างๆ เหล่านี้จะสามารถสื่อความหมายได้ดี และเป็นสิริมงคลต่อทางบริษัทที่เพิ่งจะก่อตั้งใหม่ แต่ชื่อเหล่านี้มีเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว จึงไม่อาจทำให้ผู้บริโภคจดจำได้อีกทั้งชื่อยังไม่มีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกต่างหาก บางครั้งลูกค้าอาจจะจำบริษัทผิดเพราะมีชื่อซ้ำกันมากจนเกินไปนั่นเอง
ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการตั้งชื่อบริษัทประเภทที่เป็นประโยคอุปมาอุปมัย เพราะความสามารถในการสื่อสารของคนเรานั้นไม่เท่ากันอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในการตีความก็เป็นได้
6. อย่าตั้งชื่อธุรกิจที่มีลักษณะปิดบังอำพรางลูกค้า
การตั้งชื่อธุรกิจในลักษณะที่ปิดบังอำพรางเข้าใจยาก และยากแก่การอ่านออกเสียงถือว่าเป็นความผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดอย่างหนึ่งถึงแม้ชื่อที่ตั้งนี้จะมีลักษณะที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์มากก็ตาม สาเหตุเพราะลูกค้าผู้มาติดต่อจะไม่เข้าใจและทราบความหมายที่แท้จริงนอกเสียจากจะต้องเข้ามาถามกับตัวของพนักงานของบริษัทเอง ซึ่งบางครั้งการสะกดหรืออ่านออกเสียงผิดแค่คำเดียวอาจทำให้ลูกค้าของคุณเข้าใจความหมายว่าเป็นอีกบริษัทหนึ่งก็เป็นได้ และจะทำให้บริษัทคุณเป็นผู้เสียประโยชน์ในที่สุด
เช่น บริษัทคุณชื่อ พลพลจำกัด เป็นชื่อที่เรียกยากมากอาจทำให้ลูกค้าไม่สนใจเข้ามาใช้บริการก็เป็นได้ เนื่องจากไม่เข้าใจความหมายหรือสิ่งที่ทางบริษัทประกอบกิจการอยู่แถมยังอ่านออกเสียงยากอีกต่างหาก
7. อย่าตั้งชื่อบริษัทที่สะกดยาก
ชื่อบริษัทที่ดีนอกจากสื่อความหมายได้ดีมีเอกลักษณ์แล้ว ยังต้องสามารถทำการสะกดและเขียนได้ง่ายอีกด้วย เพราะหลายครั้งชื่อที่ทำการเขียนและสะกดยากมักจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นตามมาในภายหลังได้อยู่บ่อยครั้ง เช่น การทำเอกสารติดต่อต่างๆ การทำสัญญากรซื้อขายกับกิจการที่เป็นคู่ค้าของทางบริษัท รวมถึงการเขียนเช็คสั่งจ่ายมายังบริษัทของเราด้วยเพราะอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ เช่น บริษัทระลันนา กับบริษัทลลนา มีการอ่านออกเสียงที่เหมือนกันมาก จนบางทีแทบจะออกเสียงเหมือนกันอาจสร้างความเข้าใจผิดขึ้นมาได้
นอกจากนี้แล้วยังอาจมีปัญหาในการนำชื่อไปจัดทำเว็บไซต์ของทางบริษัทที่เป็นภาษาอังกฤษด้วยเพราะไม่รู้จะสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไรอีกต่างหาก
8. ลังเลที่จะเปลี่ยนชื่อใหม่
หลายบริษัทเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในการตั้งชื่อบริษัทกับมีความลังเลที่จะรีบดำเนินการแก้ไข บางบริษัทถึงกับปล่อยเลยให้มันผ่านไป ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีมากๆ เพราะถ้าคิดกันถึงหลักเหตุผลแล้ว กับชื่อธุรกิจคุณยังไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วในอนาคตปัญหาที่ใหญ่กว่านี้คุณจะสามารถแก้ปัญหาให้ผ่านลุล่วงไปได้อย่างไร
วิธีการที่ดีที่สุดเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับชื่อบริษัทไม่ว่าจะเป็นชื่อซ้ำ การสะกดผิด ตีความผิดไปจากที่ต้องการ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาทางการตลาดที่ผู้บริโภคไม่สามารถจำชื่อบริษัทเราได้ก็แล้วแต่ ควรรีบที่จะดำเนินการแก้ไขในทันทีอย่าได้รีรอ เพราะการที่คุณสามารถแก้ไขได้เร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากเท่านั้นนั่นเอง
การตั้งชื่อบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆไม่ควรที่จะมองข้ามละเลยในจุดตรงนี้ไป โดยชื่อบริษัทที่ดีต้องมีองค์ประกอบในด้านต่างที่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องความหมาย เอกลักษณ์ จุดเด่น การอ่านออกเสียง การสะกด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทของคุณสามารถจดจำได้ง่ายในสายตาความคิดของผู้บริโภคและคู่ค้าทางธุรกิจของคุณด้วย ถ้าคุณปล่อยปะละเลยในจุดนี้ไปอาจจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นตามมาในอนาคตที่ยากต่อการแก้ไขเหมือนที่ในอดีตมีบทเรียนของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กลายมาเป็นยักษ์หลับในปัจจุบันเพราะการตั้งชื่อบริษัทที่ไม่ถูกหลักและไม่คล้องจองต่อการเจริญเติบโตในอนาคตมาแล้วมากมายนั่นเอง
ที่มา: incquity
เหตุผลดีๆที่ควรต่อยอดธุรกิจ

ความคิดการต่อยอดธุรกิจนี้มีมานานพอสมควรแล้วแต่เพิ่งจะได้รับความสนใจอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าการต่อยอดทางธุรกิจถึงแม้จะเป็นการแตกธุรกิจขึ้นมาใหม่แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ตามขึ้นมาเช่นกัน ทำให้เจ้าของกิจการหลายคนเกิดความกลัวขึ้นมา ซึ่งอยากจะชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการต่อยอดทางธุรกิจที่มีประโยชน์มากมายให้ท่านผู้อ่านหลายคนได้รับทราบกันเพื่อคลายความวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าว ซึ่งข้อดีของการต่อยอดทางธุรกิจมีดังต่อไปนี้
1. เพิ่มรายได้
แน่นอนที่สุดการต่อยอดทางธุรกิจของคุณจะนำรายได้จำนวนมากมาให้กับทางบริษัทในอนาคต ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นแนวความคิดที่สำคัญมากในการเลือกดำเนินการต่อยอดธุรกิจให้กับทางบริษัทของคุณเอง เพราะต้องยอมรับว่าหลายครั้งการดำเนินธุรกิจของคุณในแต่ละวันมักจะทำให้คุณมองเห็นโอกาสช่องทางในการทำรายได้ใหม่ๆให้กับทางกิจการของคุณอยู่สม่ำเสมอ เมื่อบริษัทมีรายได้มากขึ้น ก็สามารถนำเงินมาลงทุนในเรื่องต่างๆได้อีกมากมาย บริษัทก็จะมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเป็นลำดับ
2. เพิ่มผลผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตอย่างคุ้มค่ามากที่สุด
เหตุผลในข้อนี้จะเป็นการมองในเรื่องของการใช้ทรัพยากรทางธุรกิจของคุณให้คุ้มค่ามากที่สุด เพราะบ่อยครั้งที่คุณลงทุนทำธุรกิจอะไรซักอย่างหนึ่งแล้วมักจะมีวัสดุอุปกรณ์ที่เหลือใช้จากการผลิตเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งสิ่งที่เหลือใช้จากการผลิตที่มีเป็นจำนวนมากมายเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการเพิ่มและต่อยอดทางธุรกิจให้กับบริษัทของคุณได้
ยกตัวอย่างเช่น กรณีศึกษาในเรื่องของบริษัทที่ผลิตชาเขียวที่เป็นยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยรายหนึ่ง ที่ช่วงแรกของการเริ่มประกอบกิจการชาเขียวบรรจุขวดได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีจนเกินความคาดหมายจึงต้องเริ่มทำการขยับขยายโรงงานที่ใช้ในการผลิตชาเขียว มีการสั่งซื้อเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตขวดที่ทันสมัยมาจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถผลิตขวดได้เป็นจำนวนมากถึงประมาณ 20 ล้านขวด ซึ่งเกินพอดีจากยอดการจำหน่ายชาเขียวที่ตลาดจะรองรับได้ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก ถ้าจะฝืนนำขวดที่ได้ทั้งหมด 20 ล้านขวดมาใช้บรรจุผลิตภัณฑ์ชาเขียวแต่เพียงอย่างเดียวก็ดูจะเป็นการเพิ่มภาระให้ฝ่ายขายมากจนเกินไปที่จะต้องนำผลิตภัณฑ์ออกไปขายในท้องตลาด อีกทั้งจำนวนผู้บริโภคชาเขียวถึงแม้จะมีเป็นจำนวนมากแต่ก็ไม่มากพอที่จะรองรับผลิตภัณฑ์ทั้ง 20 ล้านขวดได้ และถ้าจะปล่อยให้ขวดพลาสติกที่เหลือจากการผลิตเอาไว้เฉยๆเพื่อรอการบรรจุน้ำชาเขียวในรอบการผลิตต่อไปก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ดี อีกทั้งเครื่องจักรที่ทันสมัยที่ซื้อมาก็ดูจะใช้งานได้ไม่คุ้มค่าเท่าใดนัก ผู้บริหารจึงมีไอเดียในการต่อยอดธุรกิจของตัวเองด้วยการริเริ่มการทำน้ำชาประเภทอื่นๆขึ้นมาเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดไม่ว่าจะเป็นน้ำชาผสมเลมอน ชาดำเย็น และรวมถึงการผลิตน้ำกาแฟในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการใช้ปัจจัยการผลิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสิ่งนี้ยังเป็นประโยชน์ที่ได้จากการต่อยอดทางธุรกิจของคุณอีกด้วย
3. ขยายสาขาเพื่อครอบคลุมและนำไปสู่การขายแฟรนไชส์
นี่คือผลดีอีกข้อหนึ่งของการต่อยอดทางธุรกิจ เพราะเมื่อธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จได้มากในระดับหนึ่งจากผลการต่อยอดธุรกิจ ความต้องการในตัวสินค้าและบริการก็จะเพิ่มขึ้น จนผู้เป็นเจ้าของกิจการต้องเริ่มคิดและคำนึงถึงวิธีการขยายสาขาเพื่อตอบสนองและครอบคลุมสินค้าและบริการไปยังผู้บริโภคให้มากขึ้น อาจจะขยายสาขาไปสู่จังหวัดต่างๆ และอาจขยายสาขาไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย
นอกจากนี้คุณยังอาจขายลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ของทางร้านค้าและผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณไปยังผู้ที่ให้ความสนใจในธุรกิจของคุณได้ในอนาคตอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับทางบริษัทคุณเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่งจากการที่ต้องผลิตสินค้าเพื่อนำไปป้อนให้กับทางร้านค้าต่างๆที่เป็นสมาชิกแฟรนไชส์ ดูตัวสะกด แก้ไขแล้วครับ อ้างอิงคำดังกล่าวจากเมนูร้านแมคโดนัลด์
ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าแมคโดนัลด์ ที่ตอนเริ่มก่อตั้งมาช่วงแรกๆอาจจะขายแค่แฮมเบอร์เกอร์เท่านั้น แต่ทุกท่านควรพึงสังเกตให้ดีว่าการที่แมคโดนัลด์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปัจจุบันไม่ได้มาจากการขายแฮมเบอร์เกอร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีการขายสินค้าอย่างอื่นด้วยไม่ว่าจะเป็นพายชนิดต่างๆ ไอศกรีม นักเก็ต เฟรนช์ฟรายส์ น้ำอัดลม และยังมีการแถมของเล่นอีกด้วย จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงมีการขยายสาขาและขายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก ทำเงินให้กับบริษัทแม่ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างมากมาย ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลจากการมีความคิดต่อยอดทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมนั่นเอง นอกจากนี้ยังทำการต่อยอดต่อไปอีกด้วยการเป็นยักษ์ใหญ่เจ้าแรกในประเทศไทยที่ทำการส่งสินค้าตลอด 24 ชั่วโมงในปัจจุบันอีกด้วย
4. บุกเบิกกลุ่มผู้บริโภคใหม่เพื่อการขยายตลาด
การต่อยอดทางธุรกิจยังสามารถทำให้คุณสามารถเจาะหรือเปิดประตูไปสู่กลุ่มผู้บริโภครายใหม่ๆในอนาคตได้ เนื่องจากการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆที่เกิดจากการต่อยอดทางธุรกิจจากผลิภัณฑ์และบริการเดิมนั้น ในหลายครั้งๆมักจะมีกลุ่มเป้าหมายหลัก(Target Group) ที่ต่างไปจากกลุ่มเป้าหมายเดิมของทางบริษัท เหตุผลก็เพราะเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการทำการตลาดกับผู้บริโภคที่ซ้ำซ้อนกับของเดิม และเป็นการป้องกันการแย่งตลาดกันเองจากผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีที่มาจากผู้ผลิตรายเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการขยายตลาดออกไปให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นด้วย
5. รักษาตลาด
ความสามารถในการรักษาตลาดหรือส่วนแบ่งทางการตลาดก็เป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการต่อยอดทางธุรกิจ เพราะถ้าคุณต่อยอดด้วยการขยายกิจการหรือผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของทางบริษัทคุณออกไปให้เพิ่มมากขึ้น ก็เหมือนกับเป็นการโฆษณาบริษัทในเรื่องของความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆเป็นการเฉพาะ และยังสร้างภาพพจน์ที่น่าเชื่อถือของทางบริษัทที่ทำกิจการในหลายๆด้านที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกันเป็นอย่างดี อาทิเช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันดีในนาม บริษัท ซีพี ที่ช่วงแรกอาจจะทำแค่เลี้ยงสัตว์เพื่อส่งขายเป็นสินค้าเพื่อการบริโภคแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาได้ทำการต่อยอดทางธุรกิจด้วยการทำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทางอาหารที่ครบวงจร จนกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านอาหาร หรืออีกกรณีคือ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ที่เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการสินค้าอุปโภคต่างๆ ที่เมื่อก่อนทำแค่น้ำยาล้างจานแต่เพียงอย่างเดียว ก่อนจะต่อยอดไปทำสินค้าประเภทอื่นๆที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน จนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน
ในทั้ง 2 กรณีของทั้ง 2 บริษัท จะเห็นได้ว่าการต่อยอดทางธุรกิจด้วยการเพิ่มการผลิตสินค้าในเครือที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด เป็นวิธีการรักษาตลาดหรือส่วนแบ่งทางการตลาดให้บริษัทของคุณเป็นผู้ได้เปรียบและถือส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ในมือได้มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการแจ้งไปยังผู้บริโภคถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวในท้องตลาด อีกทั้งการที่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการต่อยอดทางธุรกิจหลายชนิดก็จะช่วยทำให้ทำการตลาดได้ง่ายขึ้นด้วย เช่น การที่เริ่มทำธุรกิจเกี่ยวกับแชมพูสระผมขาย ก่อนที่จะทำการต่อยอดทางธุรกิจด้วยการทำครีมนวดผมออกขายควบคู่กันด้วย อาจจะช่วยให้การทำการตลาดในอนาคตง่ายขึ้นด้วยการลดราคาเป็นพิเศษเมื่อซื้อทั้งแชมพูและครีมนวดผมควบคู่กันเป็นแพ็ค เป็นต้น
6. สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากผลิตภัณฑ์เดิมของบริษัท
การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากผลิตภัณฑ์เดิมของบริษัทก็เป็นข้อดีของความคิดในการต่อยอดทางธุรกิจเช่นกัน ตัวอย่างเช่น บริษัทที่รับทำเหล็กดัดติดตั้งตามอาคารต่างสถานที่ต่างๆ ในแต่ละวันจะมีเหล็กที่เหลือเป็นจำนวนมากจากการใช้งาน ก็อาจะมีความคิดต่อยอดทำธุรกิจของตนเองเพิ่มขึ้นอีกสัก 1 ธุรกิจ โดยหันมาเปิดกิจการรับทำเฟอร์นิเจอร์โดยใช้เหล็กที่เหลือเป็นจำนวนมากมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการทำเฟอร์นิเจอร์ออกขายไปยังลูกค้าก็ได้ หรือจะในตัวอย่างอีกกรณีคือ การที่บริษัท ซีพี นำมูลของสุกรมาหมักและใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเอาไว้ใช้ในโรงงานและบริษัทหรืออาจจะนำออกขายในอนาคต ก็เป็นตัวอย่างการต่อยอดทางธุรกิจที่ดีจากผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้วพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในที่สุด ใช้ภาษาไทยแทน รับทราบและแก้ไขครับ
7. รองรับธุรกิจที่อาจถดถอยจากผลิตภัณฑ์แบบเดิมๆ (ที่อาจเกิดจากจำนวนผู้ผลิตที่มีเป็นจำนวนมาก)
การต่อยอดทางธุรกิจให้ขยายกิ่งก้านสาขาออกมาจากธุรกิจเดิมจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการถดถอยของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการหลักของคุณในอนาคตได้ เพราะต้องทำความเข้าใจในเรื่องทฤษฏีเกี่ยวกับสินค้าอย่างหนึ่งว่า เมื่อแรกกำเนิดของสินค้าและบริการจะค่อยๆไต่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเท่าที่สินค้าหรือบริการจะทำได้ จากนั้นจึงจะค่อยๆตกลงมายังที่เดิมนั่นคือจุดเริ่มต้นเพื่อรอการรีโปรดักส์ใหม่อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง
แต่ช่วงระยะในการขึ้นสู่จุดสูงสุดจนตกลงมาสู่จุดต่ำสุดนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าจะกินระยะเวลานานเท่าไหร่ เพราะบางทีอาจจะสั้นมากหรือใช้เวลานานเป็นสิบๆปีก็มี ซึ่งก่อนจะถึงช่วงเวลาดังกล่าวของผลิตภัณฑ์ หลักการต่อยอดทางธุรกิจใหม่ๆจะช่วยสนับสนุนภาวะทางการเงินให้กับบริษัทของคุณเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ตลาดของสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่งเกิดการหดตัวอย่างแรงอีกด้วย การต่อยอดทางธุรกิจจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทคุณมีความเข้มแข็งทางการเงิน สามารถหาเงินจากธุรกิจที่ทำอยู่หลากหลายประเภทมาช่วยในการหมุนเงินกระแสเงินสดของทางบริษัทคุณให้มีสภาพคล่องที่สูงมากนั่นเอง
ด้วยการที่การต่อยอดทางธุรกิจนั้นเปรียบเสมือนเป็นการเริ่มทำธุรกิจใหม่เพิ่มเติมอีกประเภทหนึ่งให้กับทางบริษัท ดังนั้นคุณจึงควรพิจารณาให้ดีถึงปัจจัยในด้านต่างๆที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลัก วิธีการและหนทางที่ดีที่สุดในการพิจารณาต่อยอดทางธุรกิจก็คือ ให้ดูว่าธุรกิจที่จะทำการต่อยอดนั้นมีโครงสร้างที่ธุรกิจหลักของคุณสามารถใช้ช่วยในการส่งเสริมอย่างน้อยซัก 20% หรือไม่ ถ้าใช่ก็น่าจะเป็นการต่อยอดที่น่าลงทุนเพราะมีพื้นฐานเดิมของธุรกิจหลักของคุณคอยสนับสนุนอยู่ แต่ถ้ามีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่านี้หรือไม่มีพื้นฐานเดิมคอยสนับสนุนอยู่เลย คุณยิ่งต้องทำการคิดและพิจารณาอย่างรอบคอบให้มากขึ้นเพราะไม่อย่างนั้นก็จะเปรียบเสมือนการเริ่มสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเลยนั่นเอง
ที่มา: incquity
คู่มือภาษีป้ายร้านสำหรับผู้เริ่มต้น

เรื่องภาษีนั้นเป็นหัวข้อที่น่ากังวลสำหรับนักธุรกิจมือใหม่แทบทั้งสิ้น บางทีไม่ได้ตั้งใจจะเลี่ยงภาษีแต่กลับต้องโดนตามปรับย้อนหลังเพราะความไม่รู้ เพราะเรื่องของภาษีเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และมีหลากหลายแบบเหลือเกิน จนบางครั้งเราก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเราจ่ายไปครบทุกประเภทหรือยัง และภาษีป้ายก็เป็นอีกภาษีรูปแบบหนึ่งที่คนส่วนมากมักไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไร เรามาเริ่มทำความรู้จักกับภาษีชนิดนี้เลยดีกว่าว่าภาษีนี้คืออะไร และเราต้องเสียหรือไม่
ติดป้ายแบบไหน ต้องเสียภาษี?
ภาษีป้าย คือ ภาษีที่เก็บจากการแสดงป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือโลโก้บนวัตถุใดๆ ด้วยตัวอักษร ภาพ ไม่ว่าจะเป็นบนป้ายทั่วไป ป้ายบิลบอร์ดตามตึกตามทางด่วน ป้ายผ้าใบ หรือป้ายไฟ ที่ใช้เพื่อหารายได้หรือการโฆษณา ล้วนต้องเสียภาษีป้ายทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าเราเปิดร้านกาแฟที่ตึกแถวชื่อร้านว่า “Incquity Coffee” ที่มีป้ายร้านเป็นแผ่นไม้หน้าร้านหนึ่งอัน และเป็นในรูปแบบผ้าใบอันใหญ่อีกหนึ่งอันก็ต้องเสียภาษีทั้งหมด 2 ป้าย ด้วยอัตราภาษีที่ขึ้นอยู่กับรูปแบบและขนาดที่กำหนด
ติดป้ายแบบไหน ไม่ต้องเสียภาษี
ตามกฏหมายแล้วป้ายที่ต้องเสียภาษีคือป้ายใดๆ ที่แสดงชื่อยี่ห้อ ที่ใช้ในการโฆษณาหรือหารายได้บนวัตถุต่างๆ แต่ว่ากฏหมายยังมีข้อยกเว้นหลายข้อ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้วิธีเหล่านี้ในการติดป้ายแทนป้ายแบบปกติทั่วไปได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีด้วยวิธีดังนี้
- ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ
- ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า
- ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
- ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์
- ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน ทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์
- ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
- ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ (ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
- ป้ายของโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชน หรือสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนนั้น
- ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน
- ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ
- ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ
- ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปัจจุบันมีฉบับที่ 2) กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ
(ก) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนนหรือรถแทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
(ข) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อน ตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน
(ค) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก (ก) และ (ข) โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร
การคำนวณอัตราภาษีป้าย
กรณีที่ป้ายร้านของเราอยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษี สิ่งที่เราต้องรู้ถัดมาคือวิธีการคำนวณภาษีป้ายแต่ละแบบว่ามีลักษณะและราคาอย่างไร เพราะแต่ละประเภทก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป การได้รับรู้วิธีการคำนวณภาษีก่อนคงเป็นประโยชน์ไม่น้อยในการช่วยออกแบบป้ายขึ้น เพื่อให้เสียภาษีป้ายได้น้อยที่สุดหรือเหมาะสมที่สุด
1. ป้ายแบบที่มีอักษรไทยล้วน
ในแบบแรกนั้นจะมีลักษณะเป็นป้ายที่มีแต่ตัวอักษรไทยเท่านั้น ไม่มีการใช้ภาพหรือภาษาอื่นเข้ามาผสม ด้วยข้อจำกัดนี้ทำให้ภาษีของป้ายมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับในแบบอื่นๆ โดยจะคิดภาษีในอัตรา 3 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร (ในรูปแบบนี้ไม่นับพวกอักษรย่อหน้าชื่อเช่น ช. T.M. เพราะในส่วนนี้จะนำไปคิดราคาแยกต่างหากในอีกอัตราหนึ่ง)
2. ป้ายอักษรที่มีอักษรไทยที่ปนกับอักษรต่างประเทศ ภาพ หรือเครื่องหมายอื่นๆ
ป้ายประเภทนี้คือป้ายที่มีตัวอักษรภาษาไทย และมีภาษาอื่นๆ รวมถึงรูปภาพเข้าไปผสมได้ แต่มีข้อแม้ว่าอักษรภาษาไทยทุกตัวบนป้ายนั้นต้องอยู่บนสุด และห้ามอยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าอักษรภาษาอื่นๆ ซึ่งป้ายประเภทนี้มักได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการทำป้ายบิลบอร์ดต่างๆ ที่ใช้ตัวอักษรไทยอยู่ด้านบน และมีโลโก้ไว้อยู่ที่ด้านล่าง โดยป้ายดังกล่าวจะใช้อัตราภาษีที่ 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
3. ป้ายที่ไม่มีอักษรไทยประกอบในป้าย หรือมีตัวอักษรไทยอยู่ต่ำกว่าภาษาอื่นๆ
ในรูปแบบที่ 3 นั้นถือเป็นป้ายที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม และผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงเพราะราคาสูงกว่าป้ายประเภทอื่นๆ โดยจะเสียภาษีป้ายในอัตราสูงถึง 40 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ทำให้ผู้ที่ต้องการทำป้ายที่ภาษาไทยอยู่แล้วก็มักจะเลือกในแบบที่ 2 และนำภาษาไทยไว้สูงกว่าภาษาอื่นๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกกว่าถึง 50%
เพิ่มเติม
- ถ้าหากคำนวณภาษีตามอัตราที่ว่าแล้ว จำนวนภาษีป้ายที่ต้องชำระยังไม่ถึงป้ายละ 200 บาท ก็ต้องเสียภาษีในอัตราภาษีขั้นต่ำที่ป้ายละ 200 บาท
- ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายในบางส่วน ให้คำนวณภาษีเฉพาะในส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เช่น ถ้าในตอนแรกใช้ป้ายในรูปแบบที่ 2 ด้วยป้ายที่มีขนาด 10,000 ตารางเซนติเมตร เป็นจำนวนภาษี 400 บาท แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงป้ายจนอยู่ในคุณสมบัติตามข้อที่ 3 จำนวนภาษีป้ายจะเพิ่มสูงถึง 800 บาท ก็ให้จ่ายภาษีแค่ส่วนต่างนั่นก็คือ 800-400 = 400 บาทเท่านั้น
ขั้นตอนในการขออนุญาตและติดตั้งป้าย

1. ตรวจสอบความปลอดภัยของการติดตั้งป้าย
หลังจากที่ได้ป้ายมาจากร้านรับทำป้ายเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะนำป้ายไปติดตั้งเราควรแจ้งขนาดของป้าย รวมถึงภาพถ่ายหรือภาพสเก็ตของป้าย พร้อมด้วยแผนผังที่ตั้งของบริเวณที่เราต้องการจะติดตั้งป้ายนั้น เพื่อนำมาขอคำอนุญาตติดตั้งกับทางสำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่เราอาศัยอยู่เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบก่อนว่าลักษณะป้ายของเรานั้น สร้างความเดือดร้อนที่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือไม่ เช่น บริเวณที่คร่อมถนน บริเวณเสาไฟฟ้า ถนน ต้นไม้ และอื่นๆ ที่อยู่บริเวณสาธารณะ ซึ่งโดยปกติแล้วหากใช้บริการจากร้านทำป้ายส่วนมากนั้น ทางร้านจะดำเนินการขอใบอนุญาตให้กับเราได้ด้วย
2. ยื่นเอกสารประกอบเพื่อยื่นชำระภาษี
หลังจากได้รับอนุญาตติดป้ายก็ให้เตรียมเอกสารหลักฐานประกอบการเสียภาษีป้ายต่อไปนี้ให้ครบถ้วน เพื่อเตรียมนำไปยื่นชำระภาษี
- บัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน
- ใบอนุญาตติดตั้งป้าย หรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย
- ถ้าในกรณีที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายไว้แล้ว ควรนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายจากปีก่อนมาแสดงด้วย
เมื่อได้เอกสารทั้งหมดพร้อมตามนี้แล้ว เจ้าของป้ายนั้นจะต้องไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) พร้อมด้วยหลักฐานทั้งหมด (ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงป้ายต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายเพื่อทำการประเมินภาษีป้ายใหม่ทุกครั้ง) และดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการภาษี พนักงานจะดำเนินการได้ 2 กรณี คือ
- กรณีแรกคือเมื่อเราพร้อมชำระภาษีป้ายได้ทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการประเมินภาษีทั้งหมดให้กับเราแล้ว
- ในกรณีที่สองจะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่พร้อมชำระภาษีเมื่อได้รับการประเมินภาษีป้ายทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่จะมีหนังสือแจ้งการประเมินและแจ้งหนี้ทั้งหมดที่เราต้องชำระในภายหลัง ซึ่งเราจะมีเวลาเพียง 15 วัน นับตั้งแต่ได้รับการประเมินในการชำระภาษีป้ายนี้
ซึ่งการชำระหนี้นั้นถ้าป้ายเราเป็นป้ายที่เพิ่งยื่นภาษีเป็นปีแรก และได้รับการประเมินจากทางเจ้าหน้าที่ว่ามีภาษีป้ายเกิน 3,000 บาทขึ้นไป ก็สามารถผ่อนชำระได้ 3 งวด งวดละ 3 เดือน ในอัตราเท่าๆ กัน
3. การชำระภาษีป้ายจะต้องชำระเป็นประจำทุกปี โดยชำระภายในเดือนมีนาคม
ข้อกฏหมายที่ควรรู้เกี่ยวกับภาษีป้าย
- หากผู้ประกอบการจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท
- ถ้าผู้ประกอบการจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
• • •
การติดตั้งป้ายหน้าร้านนั้นเป็นเรื่องปกติที่ร้านค้ามักจะมีไว้เพื่อโฆษณาและแสดงชื่อร้าน แต่ยังมีอีกหลายร้านที่ไม่รู้ว่าต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องภาษีในส่วนนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วทางร้านทำป้ายมักจะบอกเราถึงรายละเอียดดังกล่าว แต่ในกรณีที่เราติดเองเราคงไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ ดังนั้นการจะติดตั้งป้ายไว้ที่ไหน ควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีเสียก่อนว่าสามารถติดตั้งได้หรือไม่ และป้ายของเราเป็นรูปแบบใด เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร เรื่องเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน
ที่มา: incquity
